ยินดีต้อนรับ

สถาบันนิติเวชวิทยา มีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะพัฒนาองค์กรให้ทันกับความต้องการเทคโนโลยีทาง นิติเวชศาสตร์ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของกระบวนการยุติธรรม ในการป้องกันและตรวจจับการกระทำผิดต่อร่างกายและชีวิต

  • header1.jpg
  • header2.jpg
  • header3.jpg

You are here:

บทที่ 14 การข่มขืน และการฆ่าข่มขืน

โดย พลตำรวจตรี เลี้ยง  หุยประเสริฐ พบ.,อว.(นิติเวชศาสตร์)
     ผู้บังคับการ สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ


 
มาตรา 276  ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภรรยาตน  โดยขู่เข็นด้วยประการใดใด  โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้  หรือโดยทำให้หญิงเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี  และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท
              ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด  หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต  หรือจำคุกตั้งแต่ สิบปีถึง ยี่สิบปี
              มาตรา 277  ….กระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี  โดยเด็กหญิงนั้นยินยอมหรือไม่ก็ตาม  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี
              ….ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต
              การกระทำชำเราหมายถึงการที่ของลับของชายเข้าไปภายในของลับของหญิงเกินกว่า หนึ่งองคุลี  โดยจะสำเร็จความใคร่หรือไม่ ก็ตาม                                           * (คำพิพากษาฎีกาที่ 1133/2509)
              ใช้เฉพาะช่องสังวาสหรืออวัยวะสืบพันธ์เท่านั้นไม่ใช้กับช่องทวารหนัก**(คำพิพากษาฎีกาที่ 1048/2518)
             การข่มขืนโดยตัวของมันเองมักไม่มีผลในการทำให้เสียชีวิต ยกเว้นในกรณีเด็กเล็กมาก อาจทำให้อวัยวะเพศฉีกขาด และอาจเสียโลหิตมากจนถึงแก่ความตาย ในบทนี้จะกล่าวถึงทั้งการข่มขืนและการข่มขืนและฆ่า
นผู้ถูกข่มขืนที่ไม่ได้ถูกฆ่าตาย
             ในกรณีนี้ผู้เสียหาย จะอยู่ในสภาพที่รู้สึกว่าถูกทำร้ายทั้งทางกาย ทางใจ และถูกทำร้ายจากสังคมด้วย พนักงานสอบสวนหรือแพทย์ที่พบหรือตรวจผู้เสียหาย  จะต้องให้ความเข้าใจ และเห็นใจ ในขณะเดียวกันการดำเนินการใดใดกับผู้เสียหายในขั้นต่อไปต้องทำโดยรัดกุม มีบันทึกแสดงความยินยอม มีพยาน ในขณะเดียวกันพนักงานสอบสวนและแพทย์ก็ต้องบันทึกการตรวจ การซักถาม และการกระทำใดใดต่อผู้เสียหายโดยละเอียดด้วย
             พนักงานสอบสวนต้องบันทึกคำให้การโดยละเอียด ถึง วัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ ผู้กระทำ พฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ บันทึกวันเวลาที่มาแจ้งความ โดยมีพยานลงนามในคำให้การด้วย
             เนื่องจากสุขสภาพจิตของผู้เสียหายอาจถูกกระทบมาก อาจมองคนรอบด้านเป็นศัตรู รวมทั้งพนักงานสอบสวนและแพทย์(โดยเฉพาะที่เป็นชาย) ทำให้แปลผลการกระทำของคนเหล่านี้ ไปในทางเสียหายได้ และห้ามพนักงานสอบสวนตรวจหรือขอให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มออก เพื่อดูบาดแผลอย่างเด็ดขาด

คำถามที่เกี่ยวกับการร่วมเพศ และการตรวจร่างกายเป็นหน้าที่ของแพทย์
         เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและแพทย์ที่จะต้องตรวจผู้เสียหายให้เร็วที่สุด เพื่อให้ได้พยานหลักฐานมากที่สุด สถานที่ตรวจควรจะเป็นสัดเป็นส่วน สงบ และไม่พลุกพล่าน        
             ในการตรวจของแพทย์ แพทย์ ต้องลง วัน เวลา สถานที่ ที่ทำการตรวจ ชื่อ อายุของผู้เสียหาย เวลาที่เกิดเหตุ ชื่อพนักงานสอบสวนที่นำส่ง ต้องมีบันทึกแสดงความ     ยินยอมของผู้เสียหายเป็นลายลักษณ์อักษร ยอมให้แพทย์ทำการตรวจ        
             แพทย์ควรเป็นแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการตรวจทางด้านนี้โดยเฉพาะ อาจเป็นสูตินารีแพทย์หรือนิติเวชแพทย์ ไม่ควรใช้แพทย์ฝึกหัด และควรเป็นแพทย์คนเดิมในกรณีที่ต้องมีการตรวจซ้ำหรือต่อเนื่อง ในการตรวจแพทย์ต้องมีผู้ช่วยซึ่งคือพยาบาลอยู่ด้วยตลอดเวลา ถ้าเป็นแพทย์ชายต้องมีพยาบาลเป็นหญิง ถ้าเป็นแพทย์หญิงอาจจะใช้พยาบาลชายได้ ห้ามใช้แพทย์ชายและพยาบาลชาย        
             แพทย์ต้องซักประวัติการเจ็บป่วยในอดีต ประวัติการรักษาพยาบาล จากนั้นแพทย์ต้องถามเกี่ยวกับการข่มขืนว่า 1) ได้มีการสอดใส่อวัยวะเข้าไปในช่องคลอดหรือไม่ 2) ผู้กระทำได้หลั่งน้ำอสุจิหรือไม่ 3) ผู้กระทำได้ใส่ถุงยางหรือไม่ 4) มีการสอดใส่ทางอื่นเช่นทางปากหรือทางทวารหนักด้วยหรือไม่ 5) ผู้เสียหายได้ทำการล้าง หรือทำความ   สะอาดอวัยวะเหล่านั้น หรือมีการ อุจจาระ ปัสสาวะก่อนมารับการตรวจหรือไม่          
             แพทย์ต้องประเมินสภาพทางจิตใจผู้เสียหาย ก่อนตรวจร่างกายควรตรวจเสื้อผ้าชุดที่ใส่ในขณะเกิดเหตุ (ถ้าผู้เสียหายได้เปลี่ยนชุดแล้วควรขอมาทำการตรวจ เท่าที่จะทำได้) ตรวจร่างกายผู้เสียหายทั่วไปเพื่อตรวจบาดแผลทางกาย เน้นร่องรอยที่ฝ่ามือ เล็บมือ แขน ขา และต้นขาด้านในซึ่งอาจเป็นหลักฐานแสดงการขัดขืนต่อการร่วมเพศ    บาดแผลที่อวัยวะเพศอาจเป็นหลักฐานแสดงการร่วมเพศ  ขณะตรวจต้องเก็บพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น น้ำอสุจิ เส้นขน คราบอสุจิ ซึ่งในกรณีนี้การตรวจเสื้อผ้าอย่างละเอียดจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะอาจพบคราบอสุจิ หรือเศษเส้นผมเส้นขนติดอยู่ หรืออาจพบหลักฐานอื่นๆที่อาจใช้ในการพิสูจน์ตัวผู้กระทำผิด
การตรวจเสื้อผ้ายังอาจให้ประโยชน์ ในกรณีที่มีการฉีกขาดกระดุมขาดหายไป เพราะอาจร่วงหล่นในบ้าน หรือติดไปกับตัวผู้ข่มขืน เสื้อเปื้อนดินโคลนลักษณะใด มีใบไม้หรือสิ่งอื่นใดติดมากับเสื้อผ้าหรือไม่ ซึ่งอาจใช้ยืนยันสถานที่เกิดเหตุได้
             การเก็บวัตถุพยานหรือพยานหลักฐานจากผู้เสียหายควรต้องระบุด้วยว่า    คราบที่ส่งนั้นเป็นคราบที่เก็บมาจากส่วนใดของร่างกาย เช่น คราบหมายเลข 1 เก็บโดยใช้สำลีชุบน้ำกลั่นเช็ดจากต้นขาด้านใน คราบหมายเลข 2 เช็ดจากหน้าท้องบริเวณสะดือ ฯลฯ
             การตรวจอวัยวะสืบพันธ์ แพทย์จะต้องสังเกตตั้งแต่ ขนหัวเหน่า ว่ามีสภาพยุ่งเหยิงเพียงใด มีขนของผู้ข่มขืนปนเปื้อนอยู่ด้วยหรือไม่ บันทึกบาดแผลต่างๆตั้งแต่หน้าขา บริเวณรอบอวัยวะเพศ ทั้งบาดแผลถลอก ช้ำ และฉีกขาดว่าเป็นที่ตำแหน่งใด การใช้เครื่องมือสอดเข้าช่องคลอดต้องไม่ใช้สารหล่อลื่นหรือน้ำยาต่างๆ การไม่ปรากฏบาดแผลที่อวัยวะสืบพันธ์ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการข่มขืน เพราะสถิติของต่างประเทศพบว่ามีบาดแผลที่อวัยวะสืบพันธ์เพียง 18%เท่านั้น

              การตรวจหาตัวอสุจิ ในผู้เสียหาย พบว่า ส่วนใหญ่จะตรวจพบตัวอสุจิที่มีชีวิต(เคลื่อนไหว)ได้ประมาณภายใน 6 ชั่วโมงหลังการข่มขืน มีโอกาสพบได้ภายใน 12 ชั่วโมง และถ้าโชคดีมากอาจจะพบได้ถึง 24 ชั่วโมง(ในกรณีนี้มักต้องตรวจโดยการเก็บจากคอมดลูก)
              ตัวอสุจิที่ตายแล้ว(ไม่เคลื่อนไหว) อาจพบได้ ภายใน 24 ชั่วโมง และถ้าโชคดีอาจพบได้ ภายใน 2-3วัน และจะพบจำนวนน้อย (แพทย์ต้องตรวจโดยเก็บจากคอมดลูกเช่นกัน) ฉะนั้นการตรวจพบว่ามีตัวอสุจิที่ไม่เคลื่อนไหว ควรเชื่อว่าเกิดจากการรวมเพศภายใน 1หรือ 2 วัน
              ตามรายงานจากต่างประเทศ พบเฉพาะส่วนหัวของตัวอสุจิ(อสุจิที่สลายตัวแล้ว) ได้นานถึงภายใน 6 วันและสามารถตรวจพบตัวอสุจิจากคอมดลูก นานถึง 7 วันหลังการข่มขืน
              การตรวจตัวอสุจิจากทวารหนักและช่องปากพบได้ยากกว่าและภายในเวลาที่สั้นกว่าด้วย
             การส่งผ่านหลักฐานในการตรวจไปห้องปฏิบัติการณ์ ต้องมีบันทึกการรับส่งเป็นทอดๆ  ว่าได้ส่งให้ใครรับไปเวลาเท่าใดถึงใคร โดยมีการลงลายมือชื่อรับส่งกันทุกทอด เพื่อยืนยันว่าไม่มีการปลอมแปลงหลักฐาน         
             จากนั้นจึงให้การรักษาเกี่ยวกับบาดแผล   การเลือดออก   การฉีกขาด  การป้องกันการตั้งครรภ์  การป้องกันการติดเชื้อกามโรค และรักษาสภาพจิตใจ
             ในกรณีที่ผู้เสียหายมีสภาพปรวนแปรทางจิตมาก ควรแนะนำให้นอนในโรงพยาบาล ไม่ควรปล่อยให้กลับบ้าน

การฆ่าข่มขืน
         การฆ่าข่มขืนเกิดน้อย แต่เมื่อเกิดขึ้น มักเป็นคดี”สะเทือนขวัญ” สังคมทั่วไปจะให้ความสนใจมาก การสืบสวนทำได้ค่อนข้างยากลำบากเพราะมักเป็นการกระทำที่ไม่ได้วางแผนเอาไว้ ก่อน แต่มักเป็นการกระทำของคนแปลกหน้าต่อคนแปลกหน้า และมักทำคนเดียว เบาะแสในการสืบจึงมีน้อย 
         การข่มขืนโดยตัวของมันไม่ได้ทำให้ตาย เมื่อมีการตาย แสดงว่ามีการทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตายด้วย วิธีการมักเป็นการบีบคอหรือรัดคอเป็นส่วนใหญ่  อาจจะมีการใช้มีดแทง หรือ การใช้กำลัง เช่น จับศีรษะโขกพื้น ชกต่อยทุบตี ทำให้อวัยวะภายในฉีกขาดถึงแก่ความตาย เป็นต้น
         การตรวจศพที่ถูกข่มขืน-ฆ่า ต้องดำเนินการตั้งแต่ที่เกิดเหตุ ควรจับต้องตัวศพให้น้อยที่สุด, เอาถุงกระดาษใส่มือศพทั้งสองข้างเพื่อป้องกัน สิ่งที่อยู่ในมือหลุด  หายไป , ร่างของศพควรใส่ถุงใส่ศพ หรือ ถูกห่อไว้เป็นอย่างดี เพื่อป้องกันวัตถุพยานหล่นหาย ในขณะเดียวกันก็ป้องกันสิ่งอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องติดมากับศพระหว่างการนำส่ง เมื่อมาถึงสถานที่ตรวจศพแล้ว ห้ามเจ้าหน้าที่ถอดเสื้อผ้าศพ หรือ พิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือศพ ก่อนที่แพทย์จะทำการผ่าศพ จำไว้เสมอว่า ในการข่มขืนและฆ่านั้น เป็นการฆาตกรรมประเภทเดียวที่   ผู้กระทำและผู้ถูกกระทำอยู่ใกล้ชิดกันมากที่สุด โอกาสที่สิ่งต่างๆในแต่ละคนจะไปติดอีกคนหนึ่งได้ง่ายมาก พนักงานสอบสวนต้องให้แพทย์ทราบถึงสภาพบริเวณที่เกิดเหตุและต้องบอกสิ่งที่ สงสัยและ ต้องการทราบเป็นกรณีพิเศษด้วย
         การผ่าศพ แพทย์จะตรวจเสื้อผ้าก่อน เพื่อดูว่ามีสิ่งใดติดมากับเสื้อผ้าหรือไม่ เช่น เส้นผม เศษกระจก เศษสี ดินโคลน ฯลฯ บันทึกส่วนของเสื้อผ้าที่ฉีกขาดว่าเข้าได้กับบาดแผลที่เกิดขึ้นหรือไม่ อย่างไร เพื่อช่วยบอกว่าบาดแผลที่เกิดขึ้นเกิดในขณะที่ยังสวมเสื้อผ้าอยู่หรือไม่ หรือบริเวณเสื้อผ้าที่ขาดหายไปโดยละเอียด แพทย์จะบันทึกสิ่งต่างๆที่เก็บได้จากเสื้อผ้าลงในถุงพลาสติก โดยแยกเป็นถุงๆไป เช่น เศษเส้นผม จากไหล่เสื้อข้างขวาของศพ นามบัตรเก็บจากกระเป๋ากางเกงด้านขวา กระดุมหนึ่งเม็ดจากกำมือข้างขวา ฯลฯ
         จากนั้นตรวจร่างกายภายนอกโดยละเอียด ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า บันทึกบาดแผลต่างๆเช่นเดียว กับการตรวจในผู้มีชีวิต และควรสังเกต ร่อยรอยการใช้ฟันกัดบน ลำตัวศพ ซึ่งอาจใช้เป็นเครื่องตรวจสอบกับพิมพ์ฟันของผู้ต้องสงสัยได้
         ตัดเล็บเพื่อตรวจเนื้อเยื่อ เก็บขนหัวเหน่าที่แปลกปลอม เก็บเส้นผม ขนหัวเหน่า เลือดปัสสาวะของศพเพื่อตรวจการวางยา ตรวจหมู่เลือด และ DNA  เก็บตัวอย่างจากช่องคลอด อาจจะตรวจอสุจิมีชีวิต(ถ้าเหตุเพิ่งเกิดขึ้น)โดยใส่บนกระจกแล้วหยดน้ำเกลือ ตรวจทางกล้องจุลทรรศน์ อาจจะพบตัวอสุจิที่เคลื่อนไหวอยู่ได้ ใช้ไม้พันสำลีป้ายจากช่องคลอดแล้วป้ายบนกระจกสองแผ่น ใช้ไม้พันสำลีป้ายในช่องคลอดอีกสองอัน(ควรทิ้งให้แห้งแล้วใส่ถุงกระดาษแข็ง ไม่ควรใส่ในหลอดแก้ว) ป้ายจากทวารหนักและช่องปากอีก อย่างละ 2 อัน ใช้ไม้พันสำลีชุบน้ำเกลือ เช็ดตามส่วนของร่างกายที่สงสัยว่ามีคราบอสุจิเก็บแยกส่วนไว้   
         โดยปกติการตรวจหาตัวอสุจิในรายถูกข่มขืนและฆ่านี้ ตัวอสุจิจะพบในช่องคลอดผู้ตายได้ในระยะเวลานานกว่าในคนมีชีวิต คืออาจพบได้ถึง 2 อาทิตย์ ส่วนน้ำอสุจิ     (โดยการตรวจ แอซิดฟอสฟาเตส)ส่วนใหญ่จะพบภายใน 24 ชั่วโมงแรกเท่านั้น ถ้าโชคดีอาจจะพบได้นานถึง 3 วัน
         ฉะนั้น ถ้าตรวจพบตัวอสุจิ แต่ไม่พบน้ำอสุจิ แสดงว่าการข่มขืนอาจมีมาหลายวันแล้ว(สัมพันธ์กับเวลาตาย)
  
     
  ตารางเปรียบเทียบความเป็นไปได้ ในการตรวจพบ ตัวอสุจิหลังการหลั่ง ในคนมีชีวิตและในศพ

การตรวจ พบเป็นปกติ  Normally
 อาจพบได้ Occasionally
 อาจพบได้บ้าง Rarely
 
คนเป็น ศพ คนเป็น ศพ คนเป็น ศพ
อสุจิมีชีวิต 6 ชั่วโมง
 6 ชั่วโมง
 12 ชั่วโมง
 12 ชั่วโมง
 24 ชั่วโมง
 24 ชั่วโมง
 
ตัวอสุจิ 24 ชั่วโมง
 1 อาทิตย์
 2-3 วัน
 2 อาทิตย์
 7 วัน
 1 เดือน
 
  
     
  ตารางเปรียบเทียบระดับความเชื่อมั่นของการตรวจน้ำอสุจิโดยวิธี แอซิดฟอสฟาเตส กับ วิธี P30

การตรวจน้ำอสุจิ
 Acid Phosphatase
แอซิดฟอสฟาเตส ความแน่นอน 90%
 Semen specific Glycoprotein (P30)ความแน่นอน 100%
 
24 ชม พบ ++++ พบ++++
48 ชม.
 พบ+++
 เกือบไม่พบ
 
72 ชม
 พบ++
 ไม่พบ
 
  
  เมื่อตรวจพบ เนื้อเยื่อของผู้ต้องสงสัยแล้วการตรวจต่อไปด้วยการตรวจเปรียบเทียบทางสาร พันธุกรรมสามารถช่วยในการพิสูจน์ตัวบุคคลได้มาก ในปัจจุบัน
         การผ่าศพ แพทย์ต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับบาดแผลที่ทำให้เสียชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบีบคอตายเพราะบาดแผลภายนอกอาจพบน้อยมาก(ดังกล่าวใน เรื่องการตายจากขาดอากาศแล้ว)
         เกี่ยวกับการข่มขืน ถ้าจำเป็นอาจจะผ่าศพโดยตัด ทวารหนัก ช่องคลอด มดลูกรังไข่ และกระเพาะปัสสาวะ ออกมาทั้งพวง เพื่อตรวจแต่ละส่วนโดยละเอียด  

งานพิษวิทยา

Promedical

คู่มือการเก็บตัวอย่างและส่งตรวจของกลุ่มงานพิษวิทยา [อ่านต่อ]

งานนิติพยาธิ

Promedical

ทำหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ ณ สถานที่เกิดเหตุ  [บทความทั้งหมด]

งานตรวจเลือดชีวเคมีและเขม่าดินปืน

Promedical

คู่มือการเก็บและนำสิ่งส่งตรวจห้องปฏิบัติการของกลุ่มงาน...[อ่านต่อ]

งานพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล

ภาพถ่ายทางการแพทย์

Promedical

งานถ่ายภาพ เพื่อตรวจพิสูจน์ทราบทางนิติเวช และเพื่อเป็นหลักฐานในชั้นศาล โดยน้นความถูกต้องตามสรีระ [อ่านต่อ]

กลุ่มงานพิเศษ

Promedical

ทำหน้าที่ดูแลรักษาสถานที่พบศพและสภาพศพ เป็นศูนย์รวมข่าวและรับแจ้งเหตุ ประสานงานกำกับดูแลการเก็บศพ