ยินดีต้อนรับ

สถาบันนิติเวชวิทยา มีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะพัฒนาองค์กรให้ทันกับความต้องการเทคโนโลยีทาง นิติเวชศาสตร์ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของกระบวนการยุติธรรม ในการป้องกันและตรวจจับการกระทำผิดต่อร่างกายและชีวิต

  • header1.jpg
  • header2.jpg
  • header3.jpg

You are here:

การเก็บตัวอย่าง เพื่อวิเคราะห์ทางพิษวิทยา

การเก็บตัวอย่าง เพื่อวิเคราะห์ทางพิษวิทยาภายหลังเสียชีวิต

ปัจจุบัน งานด้านนิติเวชศาสตร์ถือเป็นหัวใจในกระบวนการสืบค้นหาความจริงที่เกี่ยวข้อง กับกฎหมาย  การสืบสวนสอบสวนในคดีอาญาและคดีแพ่ง การประกันภัย วิชานิติพิษวิทยา หรือ Forensic Toxicology เป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบทางนิติเวชศาสตร์ เพื่อสนับสนุนให้แพทย์หรือพนักงานสอบสวนสามารถสรุปสาเหตุตาย หรือสรุปสำนวนคดีได้

ความรู้เรื่อง  Postmortem Toxicology หรือ การตรวจทางพิษวิทยาภายหลังการตายนั้นเป็นเรื่องที่มีผู้ศึกษาในประเทศไทย น้อยมาก แต่มีการวิจัยจากต่างประเทศเผยแพร่ออกมาสม่ำเสมอ และมีความสำคัญต่อแนวทางการตรวจทางห้องปฏิบัติการพิษวิทยา ยกตัวอย่างเช่น การศึกษาผลของการเสื่อมสลายของสารในร่างกายภายหลังการตาย (Postmortem Degradation ) การแพร่กระจายของสารต่าง ๆ ในร่างกายภายหลังการตาย (Redistribution)  Matrix หรือองค์ประกอบที่มีผล เกี่ยวข้องกันของร่างกาย       อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไป ล้วนเปลี่ยนแปลงไป TH">มีผลกระทบต่อการแปรผลทางห้องปฏิบัติการทั้งสิ้น 
1.2 ตัวอย่างจากชิ้นเนื้อ (Tissue samples)

สิ่งส่งตรวจชิ้นเนื้อทางพิษวิทยา มักส่ง ตับ, ปอด, ไต, สมองไขมัน และกล้ามเนื้อ ยาที่จะตรวจพบ มักเป็นพวกชอบไขมันมาก (highly lipophilic) และชอบอยู่ในเนื้อเยื่อ การเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อมักทำในกรณีเสียชีวิตมานาน และไม่สามารถเก็บของเหลวต่าง ๆ ได้ หรือเก็บได้น้อยมาก แต่ข้อมูลที่จะแปลผลทางพิษวิทยา         มักศึกษากันในตับและไตมากกว่าสมองและปอด การตรวจหายาจากผิวหนังหรือกล้ามเนื้อสามารถบอกถึงการได้รับยา โดยการฉีดเข้าผิวหนังหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อได้
    1.2.1 ตับ (Liver) : ในตับ อาจจะพบสารพิษหลายตัวในปริมาณสูงกว่าในเลือด ตับมักถูกใช้ในกรณีที่ไม่สามารถเก็บเลือดได้ เช่น เลือดเน่า เลือดถูกความร้อนเกิดการแข็งตัวตรวจไม่ได้
    ตับสามารถถูกนำมาใช้ตรวจวิเคราะห์หายากลุ่ม tricylic anti-depressants และกลุ่ม phenothiazeines ซึ่งพบในเลือดความเข้มข้นต่ำ                  การวิเคราะห์ยาจากตับสามารถแยกความแตกต่างระหว่างการได้รับยาเกินขนาด เฉียบพลัน จากยากลุ่มที่มี narrow dosing window ได้
    ยกตัวอย่างเช่น ความเข้มข้นของ chlorpromazine ในเลือดของผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากยาตัวนี้ จะพบความเข้มข้นของยาที่ทำให้เสียชีวิตใกล้เคียงกับขนาดยาในระดับสูงที่ใช้ เพื่อรักษา ทำให้ไม่สามารถแยกความแตกต่างได้ว่าเป็นการเสียชีวิตจากการได้รับ chlorpromazine เกินขนาดหรือไม่ แต่ถ้าเป็นการใช้ยาในระดับรักษาอย่างสม่ำเสมอจะตรวจพบความเข้มข้นของยาจาก ตับไม่เกิน 10 mg/kg 
     ดังนั้นในการตรวจยาหรือสารจากตับ ความเข้มข้นที่ตรวจพบจะขึ้นกับลักษณะการใช้ยาหรือสาร จึงต้องนำไปร่วมวิเคราะห์กับสิ่งที่ตรวจพบ  อื่น ๆ เสมอ

   1.2.2 ปอด  (Lungs) : บ่อยครั้งที่มีการวิเคราะห์ยาจากเนื้อปอด อาจตรวจพบระดับยาในปริมาณสูงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีฉีดสารพิษเข้าเส้นเลือดดำ ทั้งนี้ระดับยาในปอดอาจสูงกว่าในตับได้ขึ้นกับคูรสมบัติทางเคมีของยาหรือสาร ที่ใช้  กรณีสารที่ต้องสงสัยเป็นสารระเหย หรือยาสลบแล้ว มักมีการส่งสมองและปอดตรวจคู่กัน
   1.2.3 สมอง  (Brain) : การตรวจวิเคราะห์เนื้อสมองมีประโยชน์ในการวิเคราะห์หายา หรือสารกลุ่มที่มีการออกฤทธิ์ที่สมองและชอบจับกับไขมัน     เช่น antidepressants, narcotics halogenated hydrocarbons ซึ่งสะสมในเนื้อเยื่อของระบบประสาทส่วนกลาง ยกตัวอย่างเช่น หากสงสัยการตายจาก cocaine ควรตรวจ   วิเคราะห์หาสารจากเนื้อสมอง  แต่ข้อควรคำนึงถึงในการตรวจหายาหรือสารจากเนื้อสมอง คือ ความเข้มข้นของยาที่ตรวจพบจากตำแหน่งของสมองที่ต่างกันอาจมีระดับความเข้ม ข้นที่ต่างกัน เช่น กรณีเสียชีวิตจากได้รับ olanzapine เกินขนาด ตรวจพบระดับยาในสมองส่วน left frontal cortex = 0.17 mg/kg แต่ตรวจพบระดับยาในสมองส่วน     midbrain = 0.86 mg/kg

    1.2.4 ไต  (Kidney) : ไต  สามารถนำมาใช้ในการตรวจหาชนิของ ทั้งนี้เพราะเมตาบอไลต์ของยาส่วนใหญ่ถูกขับออกทางปัสสาวะและต้องถูกกรองผ่าน ทางไต ในกรณีที่สงสัยว่าเป็นสารพิษกลุ่มสารโลหะหนักแนะนำให้ตรวจวิเคราะห์หาสารพิษ นั้นจากไต

   1.2.5 กล้ามเนื้อลาย  (skeletal muscle) : กล้ามเนื้อลาย ถูกนำมาใช้ตรวจในทางพิษวิทยาภายหลังการตายได้หลายกรณี เนื่องจากในกล้ามเนื้อลายจะมีการสะสมของสารอยู่ในปริมาณมาก และไม่ถูกรบกวนหรือมีผลกระทบมาจากการเน่าเมื่อเทียบกับอวัยวะภายใน ในการเก็บตัวอย่างกล้ามเนื้อลาย ควรเก็บจากบริเวณ   ที่ห่างจากอวัยวะที่มีการสะสมของยาในร่างกาย ได้แก่ ตับ ปอด สิ่งที่เหลืออยู่ในกระเพาะอาหาร
    ความเข้มข้นของยาที่ตรวจพบในกล้ามเนื้อเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับในเลือดที่ เก็บจาก femoral veinแล้วพบว่า  ช่วงเวลานับตั้งแต่ได้รับยาเข้าไปจนถึงเวลาหลังตายมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของ ระดับยาในกล้ามเนื้อ กลไกของกระบวนการดูดซึมยากระจายยา และขจัดยาออกจากร่างกาย ต่างมีผลต่อระดับยาในกล้ามเนื้อทั้งสิ้น

   1.2.6 ไขมัน  (Adipose tissue) : แม้ว่าไขมันน่าจะเป็นที่สะสมของยาที่มีคุณสมบัติในการละลายได้ดีในไขมัน แต่การตรวจวิเคราะห์ในไขมัน     ทำได้ยาก และไม่ค่อยมีการศึกษามากนัก  จึงไม่นิยมนำมาใช้ในการตรวจวิเคราะห์ทางพิษวิทยา
1.3 สิ่งส่งตรวจอื่น ๆ

   การใช้สำลีพันปลายไม้ป้ายปาก จมูก ผิวหนัง สามารถบอกวิธีการใช้ยาได้ ในขณะที่เส้นผม ผิวหนัง และสำลีพันปลายไม้ป้ายผิวหน้า สามารถบอกถึงการใช้ยาต่อเนื่องและการใช้ยาในอดีตได้

   1.3.1 สำลีพันปลายไม้ป้าย  จมูก, ปาก, ผิวหนัง : สามารถใช้กรณีเก็บตัวอย่างต้องสงสัยส่งตรวจ และใช้บอกแนวทางของวิธีการใช้ยา เช่น สูดดมหรือทานเข้าไป แต่การตรวจพบว่ามีสารต้องสงสัยนั้นจะไม่สามารถใช้ในการยืนยันได้  เนื่องจากอาจมีการปนเปื้อนจากของเหลวที่มาจากการบวมน้ำของเนื้อปน (pulmonary edema fluid) ซึ่งอาจมีสารที่สงสัยอยู่ก็ได้
    สำลีพันปลายไม้ป้ายผิวหนังอาจถูกนำไปใช้ในหลายประเทศ  แต่ผลการตรวจยังไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากอาจมีการปนเปื้อนจากยาที่สัมผัสได้              ในโรงพยาบาล

   1.3.2 เนื้อเยื่อ Keratin :  เนื้อเยื่อ Keratin เป็นส่วนประกอบชั้นนอกสุดของผิวหนัง เล็บ ผม ซึ่งมักเป็นที่สะสมของโลหะหนักและยาได้  การตรวจ เส้นผมมีประโยชน์ในการบอกถึงการได้รับยา สารพิษหรือโลหะหนักอย่างต่อเนื่อง ได้รับซ้ำ ๆ หลายครั้ง   การสะสมในเส้นผมอาจสืบเนื่องมาจากการกินหรือการสัมผัสก็ได้    แต่มีหลายปัจจัยที่มีผลต่อระดับสารในเส้นผม ได้แก่ โครงสร้างของผม สีผม การใช้ยา การดูแลผม สภาพสิ่งแวดล้อม กระบวนการเก็บและขั้นตอน  การตรวจหาสารจากเส้นผม
    ยกตัวอย่างสารหรือโลหะหนักที่ตรวจจากผม เช่น พิษจาก arsenic และปรอท   สารกลุ่ม morphine จากการเสพเฮโรอีน
    การตรวจวิเคราะห์จากเล็บมือและเล็บเท้า สามารถวิเคราะห์หาพวกโลหะหนักที่มาจากการสัมผัสต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น Thallium, arsenic, ตะกั่ว, รวมถึงยาพวก cocaine และ metabolite, เมตาบอไลต์ของเฮโรอีน, morphine, codeine, hydromorphone, oxycodone, hydrocodone, กัญชาและเมตาบอไลต์ของกัญชา
    ยกตัวอย่างการเสียชีวิตอย่างกระทันหันในทารกอายุ 3 เดือนรายหนึ่ง จากการผ่าชันสูตรศพสามารถตรวจพบสาร cocaine ที่เล็บได้ เนื่องจากทารกนั้นได้รับ สาร cocaine จากแม่ที่ติด cocaine และเสพระหว่างการตั้งครรภ์

   1.3.3  ของเหลวในช่องอก  (Pleural effusions) : ของเหลวในช่องอก เลือดที่ค้างอยู่ในช่องอก และของเหลวในช่องอกที่เกิดมาจากการเปลี่ยนแปลงหลังตาย อาจถูกนำมาใช้ในกรณีที่ไม่สามารถเก็บของเหลวอื่น ในร่างกายได้แล้ว
    จากการศึกษาพบว่า มีความแตกต่างของระดับยาในเลือดและน้ำช่องอกอย่างมาก ในกรณีของ ethanol, carbon monoxide, flunitrazepam อาจมี ratio ระหว่างความเข้มข้นของสารที่ตรวจพบจากของเหลวในช่องอกต่อเลือด อยู่ในช่วงระหว่าง 0.4-1.6 ยกเว้นในกรณีการตรวจวิเคราะห์หา amitriptyline, diazepam, promethazine, paracetamol และ dothiepin
    การวิเคราะห์จากของเหลวปนเลือดจากช่องอก อาจมีประโยชน์ในการแปรผลความเข้มข้นของยา ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงของศพภายหลังตายมากแล้ว เพราะยาน่าจะมีการกระจายตัวเกือบสมบูรณ์หรือสมบูรณ์ และอยู่ในจุดสมดุลภายในศพ

   1.3.4  ส่วนที่ไม่มีองค์ประกอบเนื้อเยื่อ : ได้แก่ กระดูก ฟัน ไขกระดูก  ซึ่งมีการศึกษาวิจัยน้อยมาก  อันที่จริง ส่วนของไขกระดูกนั้นมีเลือดผ่านเข้ามาเลือดมาก ถูกปกป้องไว้ด้วยกระดูก  จึงน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีในกรณีที่ศพเน่ามากแล้ว  เคยมีรายงานการตรวจพบยาและสารหลายชนิดจากไขกระดูกของผู้ตายที่มีรายงานว่า มีการใช้ยาก่อนการเสียชีวิต                              
    ไขกระดูก : ปัจจุบันสามารถตรวจหายากลุ่ม antidepressants ,antipsychotics และ benzodiazepines ในไขกระดูกได้ พบว่า 45% ของ การ case เมื่อพบยาในเลือดจะพบยาในไขกระดูกด้วยเช่นกัน แต่จะพบได้บางตัวเท่านั้น เช่น flurazepam, desipramine, nortriptyline และต้องเป็นไขกระดูกที่สด

   Bone (กระดูก) : ยาหลายกลุ่มเช่น triaydic antidepresants, nontricyclic (เช่นยา mianserin, moclobemide) antipsychotic drugs และ  benzodiazepines สามารถตรวจจากกระดูกต้นขา (femoral  bone) พบทั้งยาและเมตาบอไลต์ ถึง 25 จาก 29 ราย ในกรณีศีกษาจากสัตว์ทดลอง (กระต่าย) สามารถตรวจ    พบสารกลุ่ม methamphetamine ในกระดูกที่เก็บไว้ในสภาวะต่างๆ กัน นานถึง 2 ปี  นอกจากนี้ ยังมีรายงานการตรวจพบปรอทในกระดูกของสัตว์ทดลองได้ด้วย
    Teeth (ฟัน) : ฟันเป็นส่วนของร่างกายที่คงทนที่สุดในกรณีศพเน่ามาก ศพที่ถูกไฟไหม้เกรียมและซากศพที่อาจไม่เหลือสิ่งส่งตรวจอื่น ๆ แล้ว ฟันจะเป็นแหล่งที่ยาและสารต่าง ๆ ถูกรักษาไว้และยังไม่สลายตัวไป แต่ยังมีผู้ทดลองศึกษาไว้น้อยมาก เช่น มีการศึกษาพบ ว่า สามารถตรวจพบ morphine และ codeine ในฟันของผู้เสียชีวิตจากการเสพเฮโรอีนเกินขนาด
    อย่างไรก็ตาม มีรายงานผลการศึกษาการตรวจหายา สาร หรือโลหะหนักจากกระดูก ฟัน ไขกระดูก น้อยมาก จึงยังไม่ค่อยมีฐานข้อมูลใน  การศึกษาเพิ่มเติม

   1.3.5 Entomological  Specimens (การใช้แมลง) :  แมลงที่อยู่บนศพ สามารถใช้เป็นแหล่งวิเคราะห์ยาได้เช่นกัน อาจนำตัวหนอน (larvae)      มาบด และทำขั้นตอนเดียวกับวิเคราะห์ในชิ้นเนื้อมนุษย์ หากเป็นแมลงปีกแข็งใช้เทคนิคสกัดเช่นเดียวกับสกัดจากผมมนุษย์  มีผลการศึกษารายงานว่าสามารถตรวจวิเคราะห์หาสารพวกโลหะหนัก  ยาฆ่าแมลง  ยารักษาโรค  ได้จาก larvae และ pupae
    สิ่งที่ต้องคำนึงในกรณีตรวจจากแมลงเหล่านี้คือ ความเข้มข้นของยาที่อาจตรวจพบ ขึ้นอยู่กับชนิดของยาที่ larvae ได้รับจากศพและวงชีวิตของแมลงที่กำลังพัฒนาขณะอยู่บนศพนั้
1.4 Evidence collected at the scene  วัตถุพยานจากที่เกิดเหตุ

   พยานหลักฐานที่ได้ในที่เกิดเหตุ จะเป็นข้อมูลสนับสนุนให้นักวิเคราะห์ด้านพิษวิทยาไม่หลงทางในการวิเคราะห์หา สารพิษ  ทั้งยังอาจเป็นเครื่องชี้ทิศให้การตรวจวิเคราะห์ทำได้เร็วมากขึ้นด้วย ช้อน กระป๋อง เข็มฉีดยา สิ่งต่าง ๆ ที่น่าสงสัย สามารถนำมาตรวจพิสูจน์ได้ หากตรงกับยาหรือสารพิษในสิ่งส่งตรวจที่พบในศพ สามารถสรุปได้ว่า ศพนั้นได้รับยาเข้าไปได้
การเก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อการวิเคราะห์ทางพิษวิทยาหลังตาย

   ความมุ่งหมายของเก็บสิ่งส่งตรวจนั้น เพื่อต้องการให้ได้ผลการตรวจวิเคราะห์แสดงถึงสารที่ได้รับเข้าในร่างกาย และมีผลกระทบจนเป็นเหตุ  แห่งการตายที่แท้จริง หากสามารถแปรผลการวิเคราะห์บ่งบอกระดับยาหรือสารพิษในร่างกายก่อนเสียชีวิต อาจหมายถึงสาเหตุการตายในคดีได้  การเก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อการวิเคราะห์จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพื่อให้ได้ผลการวิเคราะห์ที่ถูกต้อง   ขอบเขตของกระบวนการเก็บตัวอย่างสิ่งส่งตรวจจะต้องพิจารณาเป็นกรณีไป ต้องเลือก  เก็บตัวอย่าง  กำหนดปริมาณของสิ่งส่งตรวจ  วิธีเก็บรักษาเพื่อการส่งตรวจ
   การรวบรวมของของเหลวและตัวอย่างเนื้อเยื่อ ควรจะดำเนินการเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เลือดจากเส้นเลือดส่วนปลายเช่นจากเส้นโลหิตดำfemoral ควรจะถูกจัดเก็บไว้อย่างสมบูรณ์ก่อนการผ่าชันสูตรศพ ตัวอย่างอีกอย่างที่ควรถูกจัดเก็บไว้ก่อนการผ่าชันสูตรศพก่อนคือปัสสาวะ ส่วน cerebrospinal fluid ผม เล็บ ไม้พันสำลีป้ายเก็บของเหลวจากปาก ทวาร ช่องคลอด ผิวหนัง เนื้อเยื่ออวัยวะและของเหลวร่างกายอาจจะถูกเก็บตัวอย่างในระหว่างการผ่าตรวจ พิสูจน์ก่อนการตัดนำอวัยวะภายในและ    ลำไส้ออก 
   การเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจควรใช้ pipettes ที่สะอาด หรือกระบอกฉีดยาซึ่งใช้แล้วทิ้ง พร้อมกับเข็มที่มีขนาดและความยาวเหมาะสม                       ควรจัดเก็บตัวอย่างทีละรายแยกกัน เพื่อป้องกันมิให้เกิดการปนเปื้อน ในสงสัยกรณีโลหะหนักเป็นพิษ อุปกรณ์ที่ใช้เก็บตัวอย่างเพื่อส่งการตรวจ ควรปลอดจากโลหะด้วย 
   ตัวอย่างที่เก็บได้ควรบรรจุไว้ในภาชนะที่แยกกันไว้ ระมัดระวังความเสียหายต่อตัวอย่างที่อาจเกิดขึ้น มีการติดป้าย หมายเลข ชื่อสถาบัน, ชื่อของผู้ตายหรืออื่นๆ วันที่เก็บสิ่งส่งตรวจ  เหตุตายที่พนักงานสอบสวนนำส่ง  

----------------------------


โดย พันตำรวจตรีหญิง ธีรินทร์  สินไชย ภบ.,
 เภสัชกร (สบ2) กลุ่มงานพิษวิทยา สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

งานพิษวิทยา

Promedical

คู่มือการเก็บตัวอย่างและส่งตรวจของกลุ่มงานพิษวิทยา [อ่านต่อ]

งานนิติพยาธิ

Promedical

ทำหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ ณ สถานที่เกิดเหตุ  [บทความทั้งหมด]

งานตรวจเลือดชีวเคมีและเขม่าดินปืน

Promedical

คู่มือการเก็บและนำสิ่งส่งตรวจห้องปฏิบัติการของกลุ่มงาน...[อ่านต่อ]

งานพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล

ภาพถ่ายทางการแพทย์

Promedical

งานถ่ายภาพ เพื่อตรวจพิสูจน์ทราบทางนิติเวช และเพื่อเป็นหลักฐานในชั้นศาล โดยน้นความถูกต้องตามสรีระ [อ่านต่อ]

กลุ่มงานพิเศษ

Promedical

ทำหน้าที่ดูแลรักษาสถานที่พบศพและสภาพศพ เป็นศูนย์รวมข่าวและรับแจ้งเหตุ ประสานงานกำกับดูแลการเก็บศพ