ยินดีต้อนรับ

สถาบันนิติเวชวิทยา มีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะพัฒนาองค์กรให้ทันกับความต้องการเทคโนโลยีทาง นิติเวชศาสตร์ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของกระบวนการยุติธรรม ในการป้องกันและตรวจจับการกระทำผิดต่อร่างกายและชีวิต

  • header1.jpg
  • header2.jpg
  • header3.jpg

You are here:

การพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลในกรณีวินาศภัยกับสึนามิ

ช่วงสายๆของวันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม 2547 เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ พัดเข้ามาที่ 6 จังหวัดทางภาคใต้ของไทย อันเป็นผลต่อเนื่องมาจากเหตุแผ่นดินไหวที่เกาะสุมาตรา  หลังจากทราบเหตุ สักพักใหญ่ ก็มีโทรศัพท์ประสานงานมาจากนายเวรของท่านแพทย์ใหญ่ (นายแพทย์ใหญ่  สำนักงานแพทย์ใหญ่  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ให้สถาบันนิติเวชวิทยาจัดเตรียมทีมพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลไว้  เพื่อสามารถปฏิบัติงานทันทีที่ต้องการ

 

 


เกิดอุบัติภัยอีกแล้ว

 

          เคยเกิดเหตุการณ์รุนแรงที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในประเทศไทยหลายครั้ง เช่น เครื่องบินของสายการบินเลาด้าตกที่จังหวัดสุพรรณบุรี  ตึกโรงแรมถล่มที่จังหวัดนครราชสีมา ไฟไหม้โรงงานตุ๊กตา  เคเดอร์ที่จังหวัดนครปฐม เครื่องบินสายการบินไทยตกที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้น ซึ่งทุกครั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะจัดส่งทีมพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลหรือ D.V.I.Team(Disaster Victim  Identification Team) เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด แต่ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่ครอบคลุมพื้นที่ถึง 6 จังหวัด และมีผู้เสียชีวิตมากขนาดนี้มาก่อนน!!!
         ในเช้าตรู่ของวันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม 2547คณะกรรมการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลในกรณีวินาศภัย ((ที่ตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการชันสูตรพลิกศพ (ฉบับที่ 6 )พ.ศ.2543 ลงวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2543

 

ประเมินสถานการณ์
           มีข้อมูลจำนวนผู้เสียชีวิตและความเสียหายที่เกิดขึ้นถูกทยอยส่งมาเรื่อย ๆ ยอดผู้เสียชีวิตของแต่ละจังหวัดเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ คณะกรรมการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลฯ โดยท่านนายแพท ใหญ่ ต้องประเมินสถานการณ์อย่างเร่งด่วนว่าจะสามารถรองรับเรื่องนี้ได้อย่างไร แต่เป็นที่น่าชื่นใจว่าทุกหน่วยงานในประเทศไทยเกิดความตื่นตัว  และมีข่าวว่าหน่วยงานด้านนิติเวชศาสตร์พร้อมจะสนับสนุนการปฏิบัติงานนี้ อาทิ ภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เดินทางไปที่จังหวัดพังงา , ภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย    เดินทางไปที่จังหวัดพังงาแล้วเดินทางต่อมาที่จังหวัดกระบี่ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เดินทางไปที่จังหวัดภูเก็ต แล้วเดินทางต่อมาที่จังหวัดพังงา  คณะกรรมการฯ จึงตัดสินใจดำเนินการตามแผนเดิมคือเริ่มงานที่จังหวัดกระบี่ แล้วพร้อมจะขยายงานไปรองรับทุกที่ซึ่งอาจมีการร้องขอ โดยยึดหลักของการแบ่งงานกันทำในภาวะอุบัติภัยแห่งชาติเช่นนี้
ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี
                ทีมพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลของสถาบันนิติเวชวิทยาโชคดีที่ได้มาทำงานใน จ.กระบี่ เพราะเจ้าของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสสจ.กระบี่ คณะแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในสังกัดทุกท่าน ทหาร ตำรวจในพื้นที่  ตชด. มูลนิธิประชาสันติสุข อาสาสมัครต่างๆ  โรงแรมมาริไทม์ ได้แสดงน้ำใจของเจ้าบ้านอย่างเต็มที่ โดยได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ทุกอย่างที่ร้องขอ จนอุปกรณ์ที่ได้เตรียมลงไปเกือบหมดความจำเป็นประกอบมีคลื่นสิ่งของบริจาคจาก คนไทยจากทุกสารทิศโถมมาจนการทำงานของทีมมีความพร้อมค่อนข้างมากจึงไม่มีข่าว คราวการร้องขอความช่วยเหลือจากทีมพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลที่จังหวัดกระบี่ หลุดมาตามสื่อเลย  จนกลายเป็นเหมือนว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้ทำงานใด ๆ เลย

 

การพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลในกรณีวินาศภัย
                การพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลจากศพ คือการพิสูจน์ว่าซากหรือศพนั้นคือใคร เพื่อผลทางสังคมหรือผลทางขบวนการยุติธรรม หลักของการพิสูจน์เอกลักษณ์ฯก็คือ การเปรียบเทียบจากสิ่งต่าง ๆ ที่พบหรือตรวจพบจากซากศพ เทียบกับสิ่งที่เป็นอยู่หรือเคยเป็นอยู่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ซึ่งถ้าพิสูจน์ได้ว่าตรงกันก็ยืนยันได้ว่าซากศพนี้คือบุคคลนั้น
                เนื่องจากการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลเป็นการเปรียบเทียบ จึงต้องมีข้อมูลจากสองด้าน ด้านหนึ่งคือข้อมูลจากการตรวจศพ อีกด้านหนึ่งคือข้อมูลจากด้านบุคคลที่สงสัยว่าสูญหาย ซึ่งข้อมูล ทางด้านบุคคลนั้นต้องสอบถามจากญาติผู้ใกล้ชิด เรื่องเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ข้อมูลทางการแพทย์ เคยผ่าตัดอะไร ข้อมูลทางสภาพฟัน ข้อมูลเอกสารลายพิมพ์นิ้วมือที่เคยพิมพ์ไว้ ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้มีรายละเอียดแตกแขนงถี่ยิบออกไปอย่างมากมายยกตัวอย่าง เช่น ผู้สงสัยว่าเป็นผู้ตายนั้นผูกนาฬิกาข้อมือ เป็นนาฬิกายี่ห้อใด แบบตัวเลขหรือแบบมีเข็ม ชอบผูกมือซ้ายหรือข้อมือขวาเวลาผูกชอบผูกเอาหน้าปัดหันเข้าตัวหรือหันออกจาก ตัวสายนาฬิกา หนังหรือโลหะ สีอะไร มีลักษณะเด่นอะไรเหล่านี้เป็นต้น ซึ่งผู้หาข้อมูลก็จะต้องได้รับการฝึกฝนมาพอสมควร ในส่วนนี้ข้อมูลอาจจะได้มาจากต่างประเทศ ผ่านทางตำรวจสากล
           การตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลอาจแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ วิธีที่เป็นวิทยาศาสตร์และวิธีที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์(scientific and non-scientific method)

 


วิธีที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์(non-scientific)
                ความจริงวิธีนี้ก็เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ที่ใช้คำว่า Non-Scientific เพื่อเป็นการบอกว่าวิธีนี้ไม่ใช่วิธีที่ใช้ยืนยันตัวบุคคลได้ แต่เป็นวิธีที่ช่วยในการพิสูจน์เท่านั้น ได้แก่
1. Visual identification 
                คือการพิสูจน์บุคคลด้วยสายตาของผู้รู้จัก ซึ่งเป็นข้อมูลของผู้สูญหายที่อยู่ในความทรงจำของผู้ที่จำได้ แต่จะถือว่าเป็นการยืนยันอย่างแน่นอนไม่ได้ เพราะศพอาจจะมีสภาพเปลงไปมากแล้ว เช่น ขึ้นอืดมีสีเขียวคล้ำตามใบหน้า หน้าบวมจากการอืดหรือการบาดเจ็บ หรือ มีบาดแผลทำให้หน้าผิดรูปไปบางส่วน ทำให้จำผิดไป  เป็นการพิสูจน์จากการดูรูปร่างหน้าตาภายนอกเท่าน แต่ก็เป็นวิธีที่ใช้มากที่สุดในการพิสูจน์บุคคล
2. Document
                 คือการพิสูจน์จากเอกสารที่เป็นของประจำตัว อาจจะเป็นพาสปอร์ต บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวอื่นๆ เครดิตการ์ด ฯลฯ
3. Clothing and personal effects  
                สิ่งของเครื่องใช้ที่ติดตัว หรือเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มต่างๆที่ใส่อยู่ ลักษณะของการตัดเย็บ ชนิดของผ้า ลวดลายพิเศษฯลฯ  เครื่องประดับต่างๆ เช่น แหวน สร้อยคอ ต่างหู ฯลฯ บางชิ้นออกแบบเป็น พิเศษเฉพาะตัว ล้วนแต่สามารถใช้ช่วยประกอบในการพิสูจน์บุคคลได้
4. Birthmark and tattoo
                ไฝ ปาน  รอยสัก หรือ แผลเป็นต่างๆตามส่วนต่างๆของร่างกาย อาจจะใช้ช่วยในการพิสูจน์บุคคลได้
5. Deformities or surgical treatment 
         ความผิดปกติ ความพิการของอวัยวะบางส่วนหรือการผ่าตัดบางอย่างอาจจะช่วยในการรักษาพยาบาล เช่น ศพจากเพลิงไหม้โรงแรมโรยัลจอมเทียนรายหนึ่งไฟไหม้มากจำใบหน้าไม่ได้ เป็นหญิงรูปร่างใหญ่สามีของหญิงชาวฮังการีผู้สูญหายแจ้งว่าเคยตัดมดลูกไป เมื่อผ่าศพตรวจแล้วพบว่าศพเคยถูกตัดมดลูกไปแล้ว และรูปร่างสูงใหญ่ จึงพิสูจน์ว่าเป็นศพหญิงชาวฮังการีผู้สูญหายหรือการ  เจ็บป่วยด้วยโรคบางชนิดที่อาจมีผลในการเปลี่ยนแปลงต่อกระดูกและเคย x-rays มาก่อน ก็อาจจะใช้การ x-rays ส่วนนั้นของศพเพื่อเปรียบเทียบกัน

 

วิธีวิทยาศาสตร์(Scientific method)
                เป็นวิธีเปรียบเทียบที่สามารถใช้ยืนยันตัวบุคคลได้  ได้แก่
1. ลายพิมพ์นิ้วมือ(Fingerprint) 
                ลายพิมพ์นิ้วมือสิบนิ้วจากศพ เมื่อเปรียบเทียบกับลายพิมพ์นิ้วมือของผู้สูญหายที่เคยพิมพ์ไว้สามารถยืนยัน ได้ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน บางคนอาจไม่เคยพิมพ์ลายนิ้วมือไว้ก็อาจจะหาลายพิมพ์นิ้วมือได้จากข้าวของ เครื่องใช้ของผู้สูญหาย เช่น ลายพิมพ์นิ้วมือแฝงของผู้ที่สูญหายจากแก้วน้ำ หนังสือ ฯลฯผู้สูญหาย
2. การตรวจสภาพฟัน(Dental status)
                การตรวจสภาพฟันของศพรวมทั้งการ x-rays รากฟัน เปรียบเทียบกับสภาพฟันจากรายงานของทันตแพทย์ ใช้ยืนยันได้ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน เพราะ รายละเอียดการอุดฟันซี่ต่างๆซึ่งมีถึง 32 ซี่ แต่ละซี่มี 5 ด้าน คือ ด้านลิ้น(lingual) ด้านกระพุ้งแก้ม(buccal) ด้านหน้า(mesial) ด้านหลัง(distal) และด้านสบฟัน(occlusion) นอกจากนั้นยังอุดฟันเป็นรูปร่างต่างๆ และด้วยสารที่ต่างชนิดกันอีก ฯลฯ เป็นต้น
                ฟันเป็นกระดูกจึงไม่เน่าเปื่อยและทนความร้อนได้ดี สภาพของรากฟันจาก x-rays ในแต่ละคนก็ต่างกัน และรากฟันยังช่วยบอกอายุได้อีกด้วย
3. การเปรียบเทียบสารพันธุกรรม(DNA identification)
                สารDNA (Deoxyribose Nucleic Acid) เป็นสารประกอบที่ประกอบด้วยอณูของนิวคลีโอไทด์(nucleotide)หลายๆอณูมาต่อ กัน  โดยการเรียงตัวของ DNA ในแต่ละเส้นนิวคลีโอไทด์ในแต่ละคนจะไม่มีซ้ำกันจึงใช้ในการพิสูจน์ตัวบุคคล ได้เป็นอย่างดี  ยกเว้นในฝาแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกัน 
                นอกจากจะใช้ DNA ในการพิสูจน์บุคคลแล้ว ก็ยังอาจใช้ในการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ลูกโดยการเปรียบเทียบลักษณะของ DNA เพราะ DNAในลูกต้อรับจากพ่อแม่มาคนละครึ่ง ในทางกลับกันการได้ DNAจากศพ ก็อาจจะนำไปเปรียบเทียบกับDNAของพ่อแม่ หรือบุตรภรรยาของผู้สูญหายว่าศพรายนี้เป็นบุตรหรือสามีของครอบครัวนี้หรือ ไม่ ซึ่งสถาบันนิติเวชวิทยาใช้วิธีนี้ในการตรวจผู้สูญหายกรณีไฟไหม้ที่โรงแรม โรยัลจอมเทียน พัทยา เมื่อปี2540 จำนวน6ราย และตรวจพิสูจน์บุคคลกรณีการบินไทยเที่ยวบินที่ TG261 ตกที่สุราษฏร์ธานี เมื่อปี 2541 จำนวน13 ราย อย่างได้ผลดีมาแล้ว
                วิทยาการก้าวหน้าในปัจจุบันเอื้อให้สามารถตรวจหาDNAได้จากส่วนต่างๆของ ร่างกายได้มากขึ้น เช่นเลือด น้ำลาย  เยื่อบุกระพุ้งแก้ม  กล้ามเนื้อ เส้นผม กระดูก ฯลฯ ทำให้การพิสูจน์บุคคลสามารถทำได้แน่นอนมากขึ้น แม้ในศพที่เปลี่ยนสภาพไปจากการเน่า

 


การตรวจอื่นๆที่ใช้ช่วยในการพิสูจน์บุคคล
                แม้ว่าในปัจจุบันสามารถตรวจ DNA ได้ดี แต่เนื่องจากการตรวจทางDNAต้องใช้งบประมาณค่อนข้างมาก เพราะส่วนใหญ่ต้องทำในระบบพ่อแม่ลูก ซึ่งเป็นการตรวจ DNA ของพ่อ แม่ และลูก รวมเป็นการตรวจถึงสามชุด เพื่อเปรียบเทียบกัน การตรวจภาพเชิงซ้อนเพื่อปฏิเสธก่อนเป็นการทุ่นงบประมาณ ถ้าภาพเชิงซ้อนสามารถปฏิเสธได้ก็ไม่ต้องทำDNAต่อ เพราะปฏิเสธได้อย่างแน่นอน 
                การทำภาพเชิงซ้อน คือการนำรูปถ่ายของผู้สูญหายถ่ายซ้อนกับภาพกะโหลกศีรษะที่มีขากรรไกรล่าง จัดให้ท่าของกะโหลกศีรษะอยู่ในท่าเดียวกับภาพถ่ายจัดขยายให้ยอดศีรษะกับปลาย คางของกระดูกเข้าที่เหมาะสมกับภาพถ่าย จากนั้นจึงเริ่มเปรียบเทียบส่วนของกระดูกต่างๆว่าสามารถอยู่ในตำแหน่งที่ถูก ต้องตรงกับภาพถ่ายเช่น กระดูกกลางจมูก กระดูกโหนกแก้ม กระดูกเบ้าตา มุมกระดูกขากรรไกร และฟัน ภาพถ่ายที่ถ่ายเห็นฟันผู้ตายจะช่วยในการเปรียบเทียบมาก การทำภาพเชิงซ้อนเป็นการทำเพื่อปฏิเสธ ถ้าปฏิเสธไม่ได้ ต้องดำเนินการตรวจพิสูจน์ด้านอื่นต่อไป

 

ปัญหาในการพิสูจน์เอกลักษณ์
                 ปัญหาที่เกิดขึ้นและพบอยู่เสมอในการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลคือ การขาดข้อมูลของบุคคล ตามปกติผู้ที่ให้ข้อมูลที่มีรายละเอียด เชื่อถือได้ที่ของบุคคลใด ๆ คือสามีหรือภรรยา ของบุคคลนั้น ทั้งนี้คู่สามี ภรรยา มักจะเดินทางไปด้วยกันเป็นส่วนใหญ่และประสบภัยทั้งคู่ ข้อมูลในส่วนนี้จึงขาดไป
                ปัญหาเรื่องบุคคลไม่เคยพิมพ์ลายนิ้วมือไว้ก่อน เมื่อมีลายนิ้วมือจากศพก็ไม่สามารถเปรียบเทียบกับลายพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ สูญหายได้ 
                ปัญหาอันดับต่อมาคือ เครื่องประดับกายสูญหาย เครื่องประดับที่ติดกายถึงแม้จะไม่ใช่วิธีทางวิทยาศา-สตร์ แต่ช่วยในการพิสูจน์เอกลักษณ์ได้ดียิ่งโดยเฉพาะเครื่องประดับราคาแพง ซึ่งมักจะทำเป็นกรณีพิเศษประจำ ตัว เมื่อสูญหายไปจากการถูกลักขโมยก็ตามหรือสูญหายไปเองก็ตามก็ทำให้การพิสูจน์ เอกลักษณ์ยากขึ้น
                ปัญหาสภาพศพที่เน่าสลายตัว หรือถูกสัตว์กัดแทะ ในกรณีที่ต้องค้นหาหลายวันหรือประสบอุบัติเหตุในที่อันทุรกันดารทำให้การ พิสูจน์เอกลักษณ์ทำได้ยากไม่  สามารถพิมพ์ลายนิ้วมือ หรือตรวจหารายละเอียดใดใดจากศพได้ ถึงแม้มีข้อมูลของผู้สูญหายครบครันก็ตาม
                 อย่างไรก็ตาม การพิสูจน์บุคคลว่าเป็นใครที่ให้ยืนยันตัวบุคคลจะมีอยู่เพียง 3 ประการคือ
                                1. การตรวจลายพิมพ์นิ้วมือ
                                2. การตรวจสภาพฟันเปรียบเทียบ โดยนิติทันตแพทย์
                                3. การเปรียบเทียบ DNA กับครอบครัวผู้สูญหาย
                แต่ในทางปฏิบัติลายพิมพ์นิ้วมือมักทำไม่ได้ เนื่องจากสภาพศพมักมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก จึงเหลือการตรวจสภาพฟันกับ DNA เท่านั้น

 

คณะกรรมการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลในกรณีวินาศภัย
                ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการชันสูตรพลิกศพ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2543 นั้นกำหนดว่า หากมีกรณีอากาศยานตก หรือในบริเวณวินาศภัยอื่นที่มีคนตายเป็นจำนวนมาก  ให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลในกรณีวินาศภัย ซึ่งประกอบด้วยนายแพทย์ใหญ่เป็นประธานกรรมการ และอีกหลายหน่วยงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาทิ ตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานส่งกำลังบำรุง  กองพิสูจน์หลักฐานกองทะเบียนประวัติอาชญากร กองการต่างประเทศ เป็นต้น โดยมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ไว้อย่างชัดเจนว่าใครจะต้องรับผิดชอบ  และมีขั้นตอนในการทำงานอย่างไรบ้าง  ทั้งนี้มีผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา เป็นเลขานุการของคณะกรรมการชุดนี้  
                นอกจากนี้ยังระบุให้คณะกรรมการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลในกรณีวินาศภัย ใช้แบบพิมพ์เอกลักษณ์บุคคลในกรณีวินาศภัย (Disaster Victim Identification Form) ขององค์การตำรวจสากลในการกรอกข้อความ เพื่อให้ใช้มาตรการทำงานแบบสากล สามารถประสานแลกเปลี่ยนข้อมูลกับระบบการทำงานพิสูจน์บุคคลของประเทศต่าง ๆ ได้ทั่วโลกทีเดียว  รวมทั้งยังกำหนดแนวทางและขั้นตอนการทำงานไว้อย่างชัดเจน เช่น ให้รีบติดบัตรเลขหมายเลขและระบุเพศเท่าที่  จะทำได้  โดยเขียนด้วยหมึกชนิดไม่ละลายน้ำไว้กับตัวศพทุกศพ  ห้ามติดกับเปลหามหรือผ้าที่ใช้ห่อศพ  การตรวจเก็บทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ตาย รวบรวมวัตถุที่ติดมากับศพ (อาทิ เสื้อผ้าหมวก  แว่นตา  รองเท้า            เครื่องประดับ เอกสารและบัตรต่าง ๆ เป็นต้น) ให้บันทึกภาพการปฏิบัติและภาพศพไว้

 

อีกหนึ่งความร่วมมือที่สำเร็จ
            ในที่สุด งานพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลฯที่จังหวัดกระบี่ก็เสร็จสิ้นลง ทีมพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลของสถาบันนิติเวชวิทยาและสำนักงานแพทย์ใหญ่ ได้เดินทางกลับมายังกรุงเทพฯเพื่อจัดเก็บรายละเอียดส่วนอื่น ๆ ต่อไป  เมื่อหันไปมองสิ่งที่ดำเนินผ่านมาก็ได้เห็นแต่ความร่วมมือที่ดีจากทุกหน่วย งาน  การพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลกรณีเกิดวินาศภัยหรืออุบัติภัยนั้น  กุญแจของความสำเร็จไม่ใช่ตัวบุคคล  แต่เป็นการประสานงาน  การให้การสนับสนุน และความร่วมมือจากการทำงานเป็นทีม  งานแบบนี้ไม่มีตัวเอก ไม่มีฮีโร่อย่างที่บางคนทำ  สำหรับทีมพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลแล้ว  เราไม่เคยอยากให้เกิดภาวะเช่นนี้เลย  เป็นงานที่เราไม่อยากบันทึกไว้ในผลการปฏิบัติงานของเรา เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความเศร้าเสียใจแก่คนจำนวนมากอยู่แล้ว  เราทุกคนต่างตระหนักว่างานเช่นนี้เป็นงานในความรับผิดชอบของเรา พวกเราเป็นเหมือนฟันเฟือนเล็กๆที่ทำให้งานทุกอย่างเคลื่อนไปสู่จุดหมายของ มัน  เราจึงทำงานเต็มที่เสมอไม่ว่าจะเป็นที่รับทราบของใครหรือไม่ก็ตาม
           แต่ที่ควรยกย่องชมเชย และอยากจะขอบคุณด้วยความประทับใจมาก  ได้แก่ประชาชนและบุคคลากรของจังหวัดกระบี่เอง  งานนี้สำเร็จได้จากความร่วมมือของทุกท่านโดยแท้ ขอชมเชยด้วยความจริงใจกับการทำงานของทีมแพทย์  พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกท่านของโรงพยาบาลในจังหวัดกระบี่  สาธารณสุขจังหวัดกระบี่ที่ทุ่มเททำงานเป็นแม่งานหลักอย่างไม่เห็นแก่ความ เหน็ดเหนื่อย  เจ้าหน้าที่มูลนิธิจากทุกหน่วยงานและเป็นพิเศษสำหรับมูลนิธิประชาสันติสุข ที่เอื้อเฟื้อกำลังแรงงานและสถานที่  ประทับใจผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของโรงแรมมารีไทม์ (Maritime Park and Spa) ทุกท่านที่ให้การต้อนรับ ดูแลผู้ที่เดินทางไปทำงานอย่างดีมาก ไม่รังเกียจแม้กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์จากการทำงานของคณะฯ  ขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับคุณน้ำผึ้งที่ประสานงานและจัดการงานได้อย่างดีเลิศ และยังสร้างสรรค์การเปิดศูนย์ประสานงานบุคคลสูญหายให้ด้วย  อบอุ่นกับการดูแลการเดินทางไปกลับของสายการบินไทย  ขอขอบคุณเพื่อนตำรวจ ผู้ร่วมงาน ผู้บังคับบัญชาทุกท่านที่ให้การสนับสนุนอย่างไม่เคยปริปากว่าเหน็ดเหนื่อย เพียงใด มั่นใจกับน้ำใจของชาวกระบี่ทุกท่านที่สนับสนุนการทำงาน เป็นกำลังใจและเต็มไปด้วยความเอื้อเฟื้อ  และทั้งหมดนี้เป็นทีมงานใหญ่ที่ทำให้งานสำเร็จอย่างแท้จริง.
  

 

----------------------------------

 

โดย พันตำรวจเอกพรชัย สุธีรคุณ พบ.,วว.(นิติเวชศาสตร์) , นบ.
       สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ

 

 

เกี่ยวกับผู้เขียน
พันตำรวจเอก นายแพทย์พรชัย  สุธีรคุณ  สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีแพทยศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ในระหว่างศึกษาแพทย์อยู่นั้น ได้ลงทะเบียนเรียนปริญญาตรีนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงไปด้วย และสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีนิติศาสตร์บัณฑิตขณะกำลังศึกษาแพทย์อยู่ในชั้นปี ที่ 4  ด้วยเหตุนี้เมื่อสำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต และเห็นว่าประเทศของเรายังขาดบุคคลากรที่มีความรู้ความเชียวชาญ ทั้งทางการแพทย์และกฎหมาย  จึงเข้าศึกษาต่อวุฒิบัตรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขานิติเวชศาสตร์ ณ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลัยมหิดล
ระหว่างการรับราชการที่สถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานแพทย์ใหญ่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เคยไปศึกษาดูงานที่หน่วยงาน FBI ที่สหรัฐอเมริกา งานด้านนิติวิทยาศาสตร์ที่รัฐวิคตอเรีย ออสเตรเลีย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายแพทย์สัญญาบัตร 4 กลุ่มงานสรีรวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ และปฏิบัติหน้าที่นายแพทย์สัญญาบัตร 4 กลุ่มงานนิติพยาธิ สถาบันนิติเวชวิทยา อีกตำแหน่ง.  

งานพิษวิทยา

Promedical

คู่มือการเก็บตัวอย่างและส่งตรวจของกลุ่มงานพิษวิทยา [อ่านต่อ]

งานนิติพยาธิ

Promedical

ทำหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ ณ สถานที่เกิดเหตุ  [บทความทั้งหมด]

งานตรวจเลือดชีวเคมีและเขม่าดินปืน

Promedical

คู่มือการเก็บและนำสิ่งส่งตรวจห้องปฏิบัติการของกลุ่มงาน...[อ่านต่อ]

งานพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล

ภาพถ่ายทางการแพทย์

Promedical

งานถ่ายภาพ เพื่อตรวจพิสูจน์ทราบทางนิติเวช และเพื่อเป็นหลักฐานในชั้นศาล โดยน้นความถูกต้องตามสรีระ [อ่านต่อ]

กลุ่มงานพิเศษ

Promedical

ทำหน้าที่ดูแลรักษาสถานที่พบศพและสภาพศพ เป็นศูนย์รวมข่าวและรับแจ้งเหตุ ประสานงานกำกับดูแลการเก็บศพ