|
นิติเวชศาสตร์ในประเทศไทยและสถาบันนิติเวชวิทยา
วิชานิติเวชศาสตร์
มีสอนครั้งแรกในหลักสูตรแพทย์ประกาศนียบัตรของโรงเรียนแพทย์แห่งแรกของประเทศไทย
โดยพบหลักฐานว่ามีการสอนในชั้นปีที่ 4 ในปีพ.ศ.2456
เข้าใจว่าพระยาดำรงแพทยาคุณ (ชื่นพุทธิแพทย์
พ.ศ.2424 –
2496) เป็นอาจารย์ผู้สอนท่านแรก
และท่านผู้นี้เป็นผู้บัญญัติศัพท์ "นิติเวชวิทยา"
ด้วย ส่วนวิชา "พิษวิทยา"
(toxicology)
นั้นปรากฏว่ามีการสอนตั้งแต่ปีพ.ศ.2446
ต่อมาเมื่อมีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาแพทยศาสตร์เพื่อให้เข้ามาตรฐานขั้นปริญญาในปีพ.ศ.2464
ด้วยความช่วยเหลือของมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ (Rockefeller
Foundation)
วิชาทั้งสองดังกล่าวไม่ปรากฏอยู่ในหลักสูตรปริญญาเวชบัณฑิต
คงมีหลักฐานปรากฏเพียงว่าพระยาดำรงฯ สอนวิชานี้อยู่จนถึงปี
พ.ศ.2470
บุคคลที่เป็นผู้บุกเบิกให้วิชานิติเวชศาสตร์
ได้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในประ-เทศไทย
และสมควรที่จะได้รับเกียรติให้เป็นบิดาแห่งวิชานิติศาสตร์ของประเทศไทย
ได้แก่ ศาสตราจารย์นายแพทย์สงกรานต์ นิยมเสน (พ.ศ.2455
– 2513)
อดีตหัวหน้าภาควิชานิติเวชวิทยา (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นภาควิชานิติเวชศาสตร์)
แห่งคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์
(ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยมหิดล)
ท่านผู้นี้สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต
จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปีพ.ศ.2477
(แพทย์ปริญญารุ่น 7)
และเป็นแพทย์ประจำบ้านในแผนกสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยาอยู่หนึ่งปี
ก็ออกไปสมัครเข้ารับราชการในกรมตำรวจ (แผนกแพทย์กองกลาง)
อยู่หนึ่งปี
และได้ลาออกจากกรมตำรวจเนื่องจากได้รับทุนของมูลนิธิอะเล็กซานเดอร์
ฟอน ฮุมโบลดท์ (Alexander von Humboldt)
ไปศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนี ในปีพ.ศ.2481
และได้รับปริญญาแพทยศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (Dr. med.)
จากมหาวิทยาลัยฮัมเบอร์กในปีพ.ศ.2483
ต่อจากนั้นก็ได้ฝึกอบรมและดูงานทางนิติเวชศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยบอร์ลินอีกระยะหนึ่งก่อนกลับประเทศไทย
เมื่อกลับมาก็เข้ารับราชการเป็นอาจารย์ในแผนกพยาธิวิทยา
คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล ในปีพ.ศ.2484
ได้รับมอบหมายให้สอนในวิชาปาราสิตวิทยา
ขณะเดียวกันอาจารย์สงกรานต์ได้พยายามชักจูงให้คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล
เห็นความสำคัญของวิชานิติเวชศาสตร์
เพื่อให้มีการสอนวิชานี้อยู่ในหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต
จนกระทั่งปีพ.ศ. 2487
อาจารย์สงกรานต์ ก็ได้รับอนุญาตให้ทำการสอน "นิติเวชวิทยา"
แก่นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สัปดาห์ละ 1
ชั่วโมง ในภาคเรียนที่ 3 (แต่ไม่มีการสอบเพราะเป็นการเรียนนอกหลักสูตร)
นับได้ว่ารุ่นนี้เป็นแพทย์ปริญญารุ่นแรกที่ได้เรียน
"นิติเวชวิทยา"
และนับได้ว่าเป็นก้าวแรกที่อาจารย์สงกรานต์
ได้ประสบความสำเร็จในการวางรากฐานของวิชานี้
ในคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล
ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2489
ได้เกิดเหตุการณ์ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาติไทย
และประวัติของนิติเวชศาสตร์ในประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง
นั่นคือกรณีสวรรคตของพระ-บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
และเมื่อมีการตั้งกรรมการแพทย์ชันสูตรพระบรมศพ
อาจารย์สงกรานต์ก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ
ในฐานะพยาธิแพทย์และผู้ชำนาญวิชานิติเวชศาสตร์ร่วมกับนายแพทย์ผู้ใหญ่อื่นๆ
อีกหลายท่าน และท่านได้ร่วมกับนายแพทย์สุด แสงวิเชียร
หัวหน้าแผนกกายวิภาคศาสตร์
ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการเช่นเดียวกัน
ทำการผ่าพิสูจน์พระบรมศพ
และเพื่อให้มีการพิสูจน์ที่กระจ่างชัด
อาจารย์สงกรานต์จึงได้เสนอแผนการทดลองยิงศพต่อคณะกรรมการชันสูตรพระบรมศพ
และคณะกรรมการอนุมัติให้ทำการทดลองตามข้อเสนอ แนะนั้น
นับได้ว่าอาจารย์สงกรานต์ฯ
เป็นผู้นำเอาการทดลองทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มาสนับ-สนุนในการปฏิบัติงานทางนิติเวชศาสตร์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย
ปัจจุบันนี้วัตถุพยานซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจพระบรมศพ
ตลอดจนลักษณะของผิวหนังที่เป็นบาดแผลจากการทดลองยิงรวมทั้งกะโหลกศีรษะ
ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ใน
พิพิธภัณฑ์นิติเวชศาสตร์ สงกรานต์
นิยมเสน
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
มหาวิทยาลัยมหิดล จากผลงานของอาจารย์สงกรานต์
ในกรณีดังกล่าว คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
คงจะเห็นความสำคัญในวิชานิติศาสตร์ที่อาจารย์สอนนักศึกษาในชั้นปีที่
4 ขึ้นบ้าง จึงให้มีการสอบไล่วิชานี้ในปีการศึกษา 2489
แต่ก็มิได้มีการนำคะแนนสอบได้ไปรวมในการสอบ
เพื่อปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตแต่อย่างใด
ในระยะต่อมามีการสอนวิชานี้ให้กับนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4
ในภาคเรียนสุดท้าย เพิ่มขึ้นเป็นสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง
และมีการสอบไล่โดยนำคะแนนไปรวมกับวิชารังสีวิทยา
ต่อมาเมื่อมีการตั้งภาควิชานิติศาสตร์ขึ้นแล้ว
ในการสอบไล่ถือว่าวิชานี้เป็นวิชาย่อยวิชาหนึ่ง
เช่นเดียวกับจักษุวิทยาและรังสีวิทยา
โดยที่ถ้านักศึกษาสอบตกในวิชาย่อยเหล่านี้สองวิชามีผลเท่ากับตกวิชาใหญ่หนึ่งวิชา
และนักศึกษาอาจถูกให้ปฏิบัติงานเพิ่มเติมในสาขาวิชาย่อยที่ตกนี้ด้วยก็ได้
สำหรับกรณีสวรรคตนี้
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในภายหลัง ได้มีการสอบ
สวนและดำเนินการฟ้องร้องมหาดเล็กห้องพระบรรทมเป็นจำเลยต่อศาลแล้ว
รัฐบาลยังได้สั่งให้อาจารย์สงกรานต์
ไปติดต่อกับศาสตราจารย์เคียท ซิมป์สัน (Keith
Simpson)
ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางนิติเวชศาสตร์ที่มีชื่อเสียงแห่งคณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลกาย มหาวิทยาลัยลอนดอนในปี พ.ศ.2491
เพื่อขอเชิญศาสตราจารย์ผู้นี้มาแสดงความเห็นในฐานะพยานผู้ชำนาญการพิเศษในศาล
แต่เนื่องจากมีเหตุขัดข้องบางประการ ศาสตราจารย์เคียท
ซิมป์สันจึงมิได้มาเป็นพยานในศาลไทย
ในด้านการสอน
หลังจากกรณีสวรรคตเป็นต้นมาอาจารย์สงกรานต์
ได้รับเชิญไปสอนในสถาบันการศึกษานอกจากคณะแพทยศาสตร์มากมายหลายแห่ง
โดยเริ่มไปสอนนักเรียนนายร้อยตำรวจในปี พ.ศ.2493
และเมื่อมีการตั้งโรงเรียนสืบสวนสอบสวนกรมตำรวจขึ้น ในปี
พ.ศ. 2495
อาจารย์สงกรานต์ก็ได้รับเชิญไปสอนเช่นกัน
ในปี พ.ศ.2498
อาจารย์สงกรานต์ ได้รับเชิญไปสอนให้นักศึกษาคณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ให้การอบรมพนักงานอัยการและผู้ช่วยผู้พิพากษา พ.ศ.2499
สอนให้แก่นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2500
สอนนักศึกษา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นักศึกษาปริญญาโทคณะสาธารณสุขศาสตร์ และต่อๆ
มาก็มีสถาบันต่างๆ
เชิญอาจารย์สงกรานต์ไปให้การสอนและอบรมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ตลอดมา แม้จนวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของอาจารย์
อาจารย์ก็ยังได้รับเชิญไปให้การอบรมและสอนแก่นักศึกษา
หรือผู้ประกอบวิชาชีพของสถาบันต่างๆ หลายแห่ง
และเนื่องจากงานสอนทางนิติเวชศาสตร์เพิ่มมากขึ้น
อาจารย์สงกรานต์ได้เลิกสอนปาราสิตวิทยาในปี พ.ศ.
2494
ในด้านการปฏิบัติงาน
ซึ่งจำเป็นต้องมีควบคู่ไปกับการสอน
เพื่อจะได้มีวัตถุดิบมาประกอบการเรียนการสอน
มีการฝึกฝนหาความชำนาญ
ตลอดจนทำการค้นคว้าวิจัยควบคุมไปด้วยนั้น อาจารย์สงกรานต์
ได้เป็นผู้ริเริ่มในเรื่องนี้ โดยได้ทำบันทึกลงวันที่ 30
มกราคม พ.ศ.2495
ถึงหัวหน้าแผนกพยาธิวิทยาเสนอให้โรงพยาบาลศิริราชรับศพที่มีคดีซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมา
โดยขณะนั้นโรงพยาบาลศิริราชไม่รับผู้ป่วยที่มีคดีไว้รักษาพยาบาล
นอกจากรับเพียงบางรายเป็นครั้งคราวฉะนั้น
ผู้ป่วยที่ตายในโรงพยาบาลศิริราช
ส่วนใหญ่จึงมิใช่ศพคดีที่ต้องมีการชันสูตรพลิกศพตามกฎหมาย
(โรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยคดีและศพเป็นประจำ
ได้แก่ โรงพยาบาลกลาง)
คณะกรรม-การคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้อนุมัติในหลักการดังกล่าว
นายแพทย์ชัชวาลย์ โอสถานนท์
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราชในขณะนั้นจึงทำหนังสือลงวันที่
16 มิถุนายน พ.ศ.2495
ถึงอธิบดีกรมตำรวจแจ้งว่าทางโรงพยาบาลศิริราชยินดีจะช่วยเหลือกิจการด้านชันสูตรพลิกศพ
ฯลฯ เกี่ยวกับคดีต่าง ๆ ของทางการ
และทางกรมตำรวจจึงได้ออกหนังสือแจ้งไปยังพนักงานสอบสวนให้ทราบทั่วกัน
ลงวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2495 โดย
พล.ต.ต.โชติ โชติชนาภิบาล
รองอธิบดีเป็นผู้ลงนามแทนอธิบดี
ในระยะแรกที่มีแจ้งความของกรมตำรวจออกไปแล้ว
พนักงานสอบสวนยังส่งศพไปตรวจพิสูจน์
ที่โรงพยาบาลศิริราชเพียงเล็กน้อย อาจารย์สงกรานต์
จึงได้ทำบันทึกถึงผู้บังคับการโรงเรียนสืบสวนสอบสวนกรมตำรวจ
ในฐานะอาจารย์ที่สอนในโรงเรียนสืบสวนสอบสวนกรมตำรวจ
โดยขอให้ทางโรงเรียนหาวิธีการที่ให้มีการส่งศพไปตรวจที่โรงพยาบาลศิริราชมากขึ้น
เพื่อประโยชน์ในการศึกษาภาคปฏิบัติทั้งนักเรียนนายร้อยตำรวจและนักเรียนสืบสวนด้วย
บันทึกฉบับนี้ของอาจารย์
คงจะมีผลให้ทางโรงเรียนสืบสวนสอบสวนขอความร่วมมือให้นักเรียนสืบสวนซึ่งมาจากพนักงานสอบสวนทั่วประเทศ
ได้ให้ความร่วมมือในการส่งศพไปตรวจที่โรงพยาบาลศิริราช
และตั้งแต่นั้นมาโรงพยาบาลก็ได้รับศพจากพนักงานสอบสวนส่งมาตรวจเป็นจำนวนมากและเพิ่มขึ้นทุกปี
ส่วนทางโรงพยาบาลศิริราชเองก็คงจะเห็นความจำเป็น
ที่ไม่อาจปฏิเสธที่จะรับผู้ป่วยที่มีคดีไว้รักษาพยาบาลในโรงพยาบาลอีกต่อไปได้
จึงได้มีระเบียบการรับชันสูตรผู้ป่วยมีคดีออกใช้ในวันที่
15 ตุลาคม พ.ศ.2496
จึงนับว่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ได้ให้บริการทางด้านนิติเวชศาสตร์โดยสมบูรณ์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
และในต้นปี พ.ศ.2496
นี้เองแผนกวิชาพยาธิวิทยาก็ได้รับแพทย์ประจำบ้านทางสาขานิติเวชวิทยาไว้
1 คน
นับว่างานนิติเวชศาสตร์ได้ขณะนั้นได้ถือกำเนิดเป็นสาขาหนึ่งในแผนกวิชาพยาธิวิทยาโดยสมบูรณ์เช่นเดียวกัน
เนื่องจากอาจารย์สงกรานต์
เห็นว่างานนิติเวชศาสตร์นั้นเกี่ยวข้องอยู่กับกฎหมาย
จึงได้ไปสมัครเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย
จนสำเร็จได้ปริญญาธรรมศาสตร์บัณฑิตในปี พ.ศ.2495
และในปีเดียวกันนี้ทางกรมตำรวจได้มีการก่อตั้งโรงพยาบาลตำรวจขึ้น
อาจารย์สงกรานต์ได้รับแต่งตั้งจากกรมตำรวจให้เป็นที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญทางนิติเวชวิทยา
และในปี พ.ศ.2496
ทางกรมตำรวจได้รับโอนนายแพทย์ถวัลย์ อาศนะเสน
ซึ่งขณะนั้นรับราชการเป็นอาจารย์โท แผนกกายวิภาคศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
ไปอยู่โรงพยาบาลตำรวจเพื่อทำหน้าที่ทางนิติเวชศาสตร์
โดยได้รับพระราชทานยศเป็นนายร้อยตำรวจเอก
และร้อยตำรวจเอกนายแพทย์ ถวัลย์
ได้ไปวางโครงการจัดตั้งแผนกนิติเวชวิทยาขึ้นในโรงพยาบาลตำรวจ
แผนกนิติเวชวิทยาโรงพยาบาลตำรวจ
ได้เริ่มทำการผ่าศพ เพื่อชันสูตรพลิกศพครั้งแรกในวันที่ 13
ตุลาคม 2496 แผนกนิติเวชวิทยาโรงพยาบาลตำรวจนี้
อาจารย์สงกรานต์
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญประจำกรมตำรวจได้ไปช่วยเหลือให้คำแนะนำปรึกษา
ตั้งแต่เริ่มแรกจนกระทั่งอีกหลายปีต่อมา
ในปี พ.ศ.
2499 อาจารย์สงกรานต์
ได้มีหนังสือถึงคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ
ให้พิจารณาการปฏิบัติงานทางนิติเวชศาสตร์เป็นสาขาเฉพาะในการประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันสาขาเวชกรรม
ซึ่งต่อมาคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะได้มีมติเมื่อ
พ.ศ. 2500
ให้มีแพทย์ผู้มีความชำนาญเฉพาะทางสาขาต่าง ๆ ขึ้น และ
"นิติเวชวิทยา"
ก็เป็นสาขาของแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง
และได้มีการตั้งอนุกรรมการพิจารณาการขอเป็นแพทย์เฉพาะทางในแต่ละสาขาขึ้นสำหรับอนุกรรมการฯ
ในสาขานิติเวชวิทยาประกอบด้วย
-
น.พ.
สงกรานต์ นิยมเสน
-
น.พ.
ภิรมย์ สุวรรณเตมีย์
-
น.พ.
ทิพย์ นาถสุภา
ต่อมา
เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2511
และมีแพทยสภาขึ้น แพทยสภาได้มีหลักสูตรว่าด้วยการฝึกอบรม
เพื่อเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาต่างๆ
"นิติเวชศาสตร์"
ก็เป็นสาขาหนึ่งที่มีการฝึกอบรมดังกล่าว
จนปัจจุบันมีผู้ใดรับหนังสืออนุมัติและวุฒิบัตรของแพทยสภาในสาขานี้หลายคนแล้ว
กิจการแพทย์ตำรวจและสถาบันนิติเวชวิทยา
กิจการแพทย์ตำรวจ
ได้เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ.
2441
รัฐบาลได้เปลี่ยนโรงพยาบาลสำหรับรักษาหญิงโสเภณีที่หลังวัดพลับพลาไชย
ซึ่งสร้างปี พ.ศ.2440
มาเป็นโรงพยาบาลตำรวจสำหรับพลตระเวน
เพื่อรักษาตำรวจที่เจ็บป่วย พิสูจน์บาดแผลและชันสูตรพลิกศพ
เพื่อประกอบการพิจารณาคดีต่างๆ โดยมี ม.อีริก เชนต์เจ
สองสัน (ชาวอังกฤษ) มาเป็นเจ้ากรมกองตระเวน
และได้ชวนแพทย์ชาวต่างชาติมาช่วยทำการรักษา
ประชาชนทั่วไปจึงนิยมมากและเรียกกันว่า “โรงพยาบาลวัดโคก”
ต่อมาจึงได้มีแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราชมาร่วมคือ
ร.ต.อ.ชุนแพทย์ พลตระเวน
(ต่อมาเลื่อนเป็นหลวงบริบาลเวชกิจ)
ร.ต.ท.ขุนเจน พยาบาล (เจน บุษปวณิช)
ต่อมาได้เป็นหัวหน้าแผนกแพทย์และเลื่อนยศเป็น
พ.ต.ท.หลวงเจน พยาบาล
-
พ.ศ.2458
กรมกรองตระเวนและกรมตำรวจภูธรรวมกันเป็น “กรมตำรวจ”
โรง-พยาบาลวัดโคก ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น
“โรงพยาบาลกลาง”
และถูกโอนไปสังกัดกองสาธารณสุข
กระทรวงมหาดไทย
กรมตำรวจได้จัดตั้งสถานพยาบาลใหม่เรียกว่า “กองแพทย์กลางกรมตำรวจ”
ตั้งอยู่ที่สถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง โดยมี
พ.ต.ท.หลวงเจน พยาบาล เป็นหัวหน้ากองทำหน้าที่เช่นเดิม
เมื่อต้องการรับรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล
ก็ส่งต่อผู้ป่วยไปที่โรงพยาบาลกลาง
-
พ.ศ.2477
กองแพทย์กลาง กรมตำรวจ ถูกลดฐานะเป็น
“แผนกแพทย์กองกลาง กรมตำรวจ”
เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและงบประมาณขณะนั้น
-
พ.ศ.2482
แผนกแพทย์กลาง
ย้ายไปทำการอยู่ที่ตึกหลังใหม่ ภายในกรมตำรวจ
ปัจจุบันนับเป็นที่ทำการของกองกำกับการ 2
กองบังคับการตำรวจสันติบาล
-
พ.ศ.2483
แผนกแพทย์กลางได้ถูกเปลี่ยนชื่อ แผนก
6 (แพทย์)
กองปกครอง
-
พ.ศ.2490
แผนก 6 (แพทย์)
ได้ถูกเปลี่ยนชื่อ แผนก 5 (แพทย์)
กองปกครอง
-
พ.ศ.
2491 แผนก 5 (แพทย์)
ถูกยกฐานะเป็น “กองแพทย์กรมตำรวจ”
ขึ้นตรงต่อกองบัญชาการจเรตำรวจ มี พ.ต.ท.ขุนทวี เวชกิจ
(แม้น ทวีเวชกิจ) เป็นหัวหน้า
ในระยะนี้เริ่มเป็นปึกแผ่นมากขึ้น
แบ่งแผนกเป็นแผนกพยาบาล แผนกเวชภัณฑ์
-
13 ตุลาคม พ.ศ.
2495 แผนกพยาบาล ได้รับการยกฐานะเป็น
โรงพยาบาลตำรวจ (รพ.พต.) ขึ้นต่อ “กองแพทย์”
เปิดอย่างเป็นทางโดย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์
อธิบดีกรมตำรวจสมัยนั้น โดยมี พ.ต.อ.ก้าว ณ ระนอง
เป็นนายแพทย์ผู้อำนายการ และ พ.ต.ท.แสวง วัจนสวัสดิ์
เป็นหัวหน้ากองแพทย์
ได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นอย่างมาก
-
ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.
2503
กรมตำรวจได้มีคำสั่งให้กองแพทย์ตำรวจ
ไปขึ้นตรงต่อกรมตำรวจ
-
26 เมษายน พ.ศ.
2522 กองแพทย์ได้รับการยกฐานะเป็น
“สำนักงานแพทย์ใหญ่ (พต.)”
มีการแบ่งส่วนราชการภายในเป็น
4 กองบังคับการ และ 1
งาน คือ
-
กองบังคับการอำนวยการ (บก.อก.)
-
โรงพยาบาลตำรวจ (รพ.)
-
วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ (วพ.)
-
สถาบันนิติเวชวิทยา (นต.)
-
งานโรงพยาบาลดารารัศมี (ดร.)
สำหรับงานด้านนิติเวชวิทยานั้น
เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ.2496
โดยกรมตำรวจได้รับโอนนายแพทย์ถวัลย์ อาศนะเสน
จากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
ไปอยู่โรงพยาบาลตำรวจเพื่อทำหน้าที่ทางนิติเวชศาสตร์
และวางโครงการจัดตั้งแผนกนิติเวชวิทยาขึ้นในโรงพยาบาลตำรวจ
โดยแผนกนิติเวชวิทยาโรงพยาบาลตำรวจ ได้เริ่มทำการผ่าศพ
เพื่อชันสูตรพลิกศพครั้งแรกในวันที่ 13 ตุลาคม 2496
ในปี พ.ศ.2515
มีการกำหนดหน้าที่ของแผนกนิติเวชของโรงพยาบาลตำรวจ
ซึ่งขึ้นกับกองการแพทย์ใหญ่ กรมตำรวจ(ในขณะนั้น)
มีหน้าที่ผ่าศพที่ตายในโรงพยาบาลตำรวจและออกชันสูตรพลิกศพตามกฎหมายภายในเขตกรุงเทพมหานคร
ต่อมาเมื่อมีการยกฐานะกองการ-แพทย์ใหญ่ กรมตำรวจ
ขึ้นเป็นสำนักงานแพทย์ใหญ่ กรมตำรวจ ในปี พ.ศ.2522
แผนกนิติเวชจึงยกระดับขึ้นมาเป็น
สถาบันนิติเวชวิทยาจนปัจจุบัน
|