ยินดีต้อนรับ

สถาบันนิติเวชวิทยา มีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะพัฒนาองค์กรให้ทันกับความต้องการเทคโนโลยีทาง นิติเวชศาสตร์ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของกระบวนการยุติธรรม ในการป้องกันและตรวจจับการกระทำผิดต่อร่างกายและชีวิต

  • header1.jpg
  • header2.jpg
  • header3.jpg

You are here:

อันตราย!!! ยาอี พิษร้าย ทำลายสมอง

ปัจจุบันต้องยอมรับว่า การติดยาเสพติดไม่ใช่เป็นแค่เพียงปัญหาบั่นทอนสุขภาพธรรมดาเท่านั้น  หากแต่การติดยาเสพติดนั้นถือเป็นโรคทางสมองชนิดหนึ่ง (Addiction  is a brain disease.)  เห็นได้ง่ายเมื่อผู้เสพเกิดการขาดยาขึ้น เช่น  คลื่นไส้อาเจียนติดต่อกัน (Chronically neuseated)  ทนความเจ็บปวดไม่ได้ (Hypersensitivity  to pain) และมือไม้สั่นควบคุมไม่ได้ (Uncontrollable tremors)  อาการเหล่านี้ล้วนแต่บ่งบอกถึงความผิดปกติของสมองทั้งสิ้น บทความนี้จะช่วยอธิบายว่า ยาเสพติดแทบทุกชนิดล้วนแต่เป็นอันตรายต่อสมองโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาอี  โดยเนื้อหาจะครอบคลุมถึงเรื่องยาอีมีผลอย่างไรต่อสมอง ออกฤทธิ์อย่างไร อาการข้างเคียงเกิดได้อย่างไร รวมถึงผลเสียต่อสมองทั้งในระยะสั้นและระยะยาว สุดท้ายหากเลิกเสพไม่ได้จะเยียวยาหรือทำนุบำรุงสมองให้กลับมาคงสภาพดีเหมือน เดิมได้หรือไม่ โปรดติดตามต่อไป

 

 

ยาอีคืออะไร ทำไมถึงต้องเสพ ?

 

ยาอี (3,4 - MethyleneDioxyMethAmphetamine : MDMA) หรือเอ็กซ์ตาซี (ecstasy) เป็นหนึ่งในยาเสพติดที่เรียกว่า คลับดรักส์ (Club drugs) หรือยาเพื่อ                    ความบันเทิง เช่นเดียวกับโคเคนและยาเค (Ketamine) ซึ่งกลุ่มวัยรุ่นนิยมเสพเพื่อความบันเทิงขณะสังสรรค์หรือฟังเพลง ทั้งนี้เพราะยาอีมีฤทธิ์หลอนประสาทที่เรียกว่า             เป็น Entactogens โดยจะช่วยให้ผู้เสพ “เข้าถึง” อรรถรสของดนตรี ยาจะช่วยให้ผู้เสพขยับแข้งขาเข้ากับจังหวะดนตรีโดยอัตโนมัติ เคลื่อนไหวพริ้วไปตามเสียงเพลง            โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แม้เพลงไม่เพราะก็สนุกได้ ยาอีจึงเป็นเสมือน “ผงชูรส” ทางโสตอารมณ์อย่างหนึ่งที่แทบขาดไม่ได้ อีกอย่างยาอียังทำให้ผู้เสพไวต่อความรู้สึกสัมผัส   เป็นพิเศษ ผู้เสพต้องการการสัมผัสโอบกอด (ด้วยความรักซึ่งนอกเหนือจากเรื่องเพศ) เปิดใจกว้าง ไม่หวาดระแวง มีความเป็นมิตรกับทุกคน ซึ่งประเด็นนี้เองจึง เป็นที่ต้องการของผู้ที่มีปัญหาในการเข้ากับเพื่อนหรือกับบุคคลอื่น ทำให้สามารถหาเพื่อนใหม่หรือแฟนได้ จึงต้องพึ่งพาประโยชน์นี้จากยาอี บางครั้งมีความต้องการ แอบแฝงในเรื่องเพศด้วย บ่อยครั้งจึงพบเห็นปาร์ตี้ยาอีที่มักลงท้ายด้วยการมั่วเพศเสมอ   ซึ่งมีแนวโน้มเป็นปัญหาทางสังคมและอาชญากรรม(sex crime)ต่อไปในอนาคต

 

สมอง ระบบนำส่งสัญญาณประสาท กับยาอี

 

เมื่อดูจากสูตรโครงสร้างทางเคมีของยาอีแล้ว จะเห็นได้ว่ามีลักษณะคล้ายคลึงกับสารสื่อประสาทชนิดหนึ่งคือ ซีโรโตนิน (Serotonin or 5-HT) จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ก็พบว่าเป้าหมายหลักที่ยาอีไปออกฤทธิ์ก็คือ ระบบประสาทที่ใช้สารสื่อซีโรโตนินในการนำส่งสัญญาณ หรือที่เรียกว่า Serotonergic Pathway นั่นเอง ซึ่งประกอบด้วยสมอง 3 ส่วนหลัก ๆ (FIG. 1) คือ
ยาอีกับการทำลายสมอง 1

 

มีการศึกษาถึงกลไกการทำลายสมองของยาอี สมมติฐานหนึ่งซึ่งเป็นที่ยอมรับของนักวิทยาศาสตร์หลายท่าน คือ ยาอีเป็นตัวเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างอนุมูลอิสระ              (free radicle) ขึ้นจำนวนมาก จนทำลายเนื้อและเซลล์ประสาทในสมอง  โดยมีกระบวนการดังนี้ หลังเสพยาอีจะมีการปลดปล่อยสารสื่อซีโรโตนินจำนวนมากออกมา               ซีโรโตนินจำนวนหนึ่งจะไปกระตุ้นตัวรับชนิด 5-HT 2a/2c บนปมประสาทกาบา (GABA interneurons) ซึ่งปกติประสาทกาบานี้จะทำงานตรงกันข้ามกับระบบประสาทโดปามีน (Dopaminergic neuron) หลังการกระตุ้นประสาทกาบาจะทำงานน้อยลง ทำให้ระบบประสาทโดปามีนทำงานมากขึ้น ส่งผลให้ปลดปล่อยสารสื่อโดปามีนออกมาจำนวนมาก    และโดปามีนส่วนหนึ่งจะถูกนำเข้าไปในปมประสาทซีโรโตนินซึ่งขณะนั้นแทบไม่มีซี โรโตนินเหลืออยู่แล้ว โดปามีนที่เข้าไปนี้จะถูกย่อยด้วยเอนไซม์ MAO-B ได้ผลิตผลออกมาเป็นอนุมูลอิสระจำนวนมาก โดยเฉพาะอนุมูลอิสระจำพวกออกซิเจน (Reactive Oxygen Species ) เช่น ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H2O2) ,ซูเปอร์ออกไซด์ ( . O2- )          ไฮดรอกซิล ( .OH )  เป็นต้น  อนุมูลอิสระเหล่านี้จะทำลายเนื้อเยื่อไขมันของปมประสาท รวมทั้งเยื่อหุ้มเซลล์ของเซลล์ประสาท พร้อมกับ   เพิ่มจำนวนอนุมูลอิสระขึ้นเป็นทวีคูณ ส่งผลให้โครงสร้างและการทำงานของเซลล์และเยื่อหุ้มเซลล์ของระบบประสาทซีโรโต นินบกพร่องและตาย (Apoptosis) ในที่สุด
ในต่างประเทศผู้เสพบางราย จะรับประทานอาหารเสริมและวิตามินต่าง ๆ เพื่อลดอาการข้างเคียงและอาการไม่สบายตัว (hangover) หลังเสพ โดยรับประทานตามที่เพื่อนแนะนำ หรือตามสื่อเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งสูตรที่นิยมมีสองสูตร คือ

 

สูตร 1 (Regimen 1)

 

5-HTP 100 mg. + Vitamin C 1000 mg. + Alpha Lipoic Acid 250 mg.
 

 

 วิธีใช้     รับประทาน 1 ชุดก่อนและหลังเสพยาอี และอีก 1 ชุด หลังจากรับประทานชุดที่สองไปแล้ว 10 – 12 ชั่วโมง  สูตรนี้เสริม 5-HTP เพื่อใช้เป็นสาร ตั้งต้นในการผลิต  สารสื่อซีโรโตนิน ส่วนวิตามินซี และกรดอัลฟาไลโปอิก เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง

 

สูตร 2 (Regimen 2)

 

5-HTP 100 mg. + Vitamin C 1000 mg. + Magnesium 500 mg.  +  Vitamin B6 100 mg. + L-Tyrosine 1000 mg.  +  DLPA 400 mg.
 

 

วิธีใช้     รับประทาน 1 ชุดก่อนและหลังเสพยาอี

 

สูตรที่สองนี้จะสะดวกในการรับประทานมากกว่าสูตรแรก เพราะรับประทานเพียง 2 มื้อ และมีการเพิ่ม L-Tyrosine และ DLPA เพื่อใช้เป็นสารตั้งต้นในการ ผลิตสารสื่อซีโรโตนิน รวมทั้งเพิ่มแมกนีเซียมและวิตามินบี 6 ซึ่งเชื่อว่าช่วยเสริมประสิทธิภาพในการสร้างพลังงานของเซลล์และช่วยใน กระบวนการสร้าง  สารสื่อซีโรโตนินด้วย

 

สำหรับผู้เขียนแล้ว เห็นว่าส่วนประกอบบางอย่างในสูตรทั้งสองหาได้ยากในประเทศไทย ถ้าดูจากรูป FIG. 4 การรับประทานวิตามินซี 1000 มิลลิกรัม  เพียงอย่างเดียว ก่อนและหลังเสพยา น่าจะเพียงพอในการป้องกันการเกิดอนุมุลอิสระได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีการแนะนำให้รับประทานยารักษา อาการซึมเศร้าในกลุ่ม SSRI Antidepressants เช่น ฟลูออกซีทีน (Fluoxetine) เพื่อเพิ่มระดับสารสื่อซีโรโตนิน ลดอาการไม่พึงประสงค์จากการเสพยาอีลง ซึ่งกรณีนี้ผู้เขียนก็ไม่แนะนำเช่นกัน เพราะยังมีการศึกษาผลดีผลเสียสำหรับกรณีนี้น้อยมาก
     

 โดย พันตำรวจตรี วิเชียร ตั้งธนานุวัฒน์ ภบ.,กม. และ ภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มศว.

งานพิษวิทยา

Promedical

คู่มือการเก็บตัวอย่างและส่งตรวจของกลุ่มงานพิษวิทยา [อ่านต่อ]

งานนิติพยาธิ

Promedical

ทำหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ ณ สถานที่เกิดเหตุ  [บทความทั้งหมด]

งานตรวจเลือดชีวเคมีและเขม่าดินปืน

Promedical

คู่มือการเก็บและนำสิ่งส่งตรวจห้องปฏิบัติการของกลุ่มงาน...[อ่านต่อ]

งานพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล

ภาพถ่ายทางการแพทย์

Promedical

งานถ่ายภาพ เพื่อตรวจพิสูจน์ทราบทางนิติเวช และเพื่อเป็นหลักฐานในชั้นศาล โดยน้นความถูกต้องตามสรีระ [อ่านต่อ]

กลุ่มงานพิเศษ

Promedical

ทำหน้าที่ดูแลรักษาสถานที่พบศพและสภาพศพ เป็นศูนย์รวมข่าวและรับแจ้งเหตุ ประสานงานกำกับดูแลการเก็บศพ